ปงั้นๆ คุณไม่ต้องสนใจหรอก ลืมประโยคที่ผมพูดไปเมื่อกี้ซะ……”พอได้ยินประโยคนี้ ความเจ็บปวดบนใบหน้าของหลินชีเยี่ยก็หายไปทันที ดวงตาของเขากลับมาเต็มไปด้วยความสับสนอีกครั้ง เขามองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย สมองว่างเปล่าท้องฟ้านอกหน้าต่างค่อยๆ สว่างขึ้น ลมที่พัดเข้ามาในห้องก็ค่อยๆ อ่อนลงหมอหลี่ลุกขึ้นยืน พูดกับหลินชีเยี่ยอย่างอ่อนโยนว่า “เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน อาการของคุณไม่มีปัญหาอะไรแล้ว หวังว่าคุณจะปรับสภาพจิตใจและใช้ชีวิตให้ดี”หมอหลี่จับมือกับหลินชีเยี่ยที่ยังอยู่ในภาวะสับสน พร้อมกับพูดให้กำลังใจ ในที่สุดหลินชีเยี่ยก็ได้สติ พยักหน้ารับหมอหลี่เปิดประตูออกไป นอกประตู เสียงของหญิงวัยหลางคนดังขึ้นอีกครั้ง“เอ๊ะ คุณหมอหลี่ อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิคะ”“ไม่ละๆ ผมยังมีคนไข้รายต่อไปที่ต้องไปดู ไม่รบกวนแล้วนะครับ”คุณหมอหลี่ปฏิเสธคำขอของหญิงผู้นั้นอย่างสุภาพ ถือประวัติคนไข้ในมือ ยิ้มพลางเปิดประตูเดินออกไปในวินาทีที่ประตูปิดลง รอยยิ้มของหลินชีเยี่ยพลันหายไป ราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อน“ความเพ้อฝัน… งั้นเหรอ……” เขาพึมพำ…คุณหมอหลี่ปิดประตูเหล็กผสมโลหะอัลลอย*[1] ด้วยมือข้างหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป แทนที่ด้วยความจริงจังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเขาหันไปมองยังที่ที่เพิ่งเดินออกมา ส่ายหัวอย่างหมดหนทางที่นั่นคือห้องโลหะอัลลอยทรงลูกบาศก์ขนาดสิบกว่าตารางเมตร สร้างขึ้นจากโลหะสีเงินขาวที่ไม่รู้จัก เหมือนกับห้องขั