ยกัน” เหลิ่งเซวียนพูดขึ้นทันทีเฉินมู่เหยี่ยส่ายหน้า “นั่นเป็นสิ่งลี้ลับขั้นอนันต์ พวกนายตามฉันไป ก็มีแต่จะไปตายเปล่า”“ก็ยังดีกว่าปล่อยให้คุณไปตายคนเดียว” หงอิงแบกหอกยาวขึ้นบ่า มองเฉินมู่เหยี่ยด้วยสายตาจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ครอบครัวเดียวกัน ต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสิ”เวินฉีโม่มุมปากกระตุกเล็กน้อย “ถึงผมจะรู้สึกว่าคำพูดของหงอิงแปลกๆ… แต่ผมก็คิดว่า พวกเราควรจะไปด้วยกัน บางทีอาจจะถ่วงเวลาได้นานขึ้น”ร่างกายของเฉินมู่เหยี่ยสั่นสะท้าน สายตาค่อยๆ กวาดมองใบหน้าของคนอื่นๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความซับซ้อน“พวกนาย……ก็ยอมไปตายกับฉันงั้นเหรอ?”นอกจากอันชิงอวี๋แล้ว คนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าเฉินมู่เหยี่ยถอนหายใจ มือที่ถือดาบคู่โบกเบาๆ โซ่สีดำหลายเส้นยื่นออกมาจากวังพญายมที่อยู่เบื้องหลัง ในชั่วพริบตาเดียว นอกจากอันชิงอวี๋แล้ว โซ่เหล่านั้นก็พันธนาการทุกคนไว้กับที่“ขอบคุณพวกนาย……แต่ภารกิจไปตายนี้ ฉันไปคนเดียวก็พอ” เฉินมู่เหยี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง “ถึงอย่างไร ฉันก็ควรตายไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว……”อู๋เซียงหนานพยายามดิ้นรนจากโซ่ที่พันธนาการ เขาขมวดคิ้วมองเฉินมู่เหยี่ย “คุณกำลังพูดอะไร! ปล่อยพวกเราเดี๋ยวนี้! คุณคิดจะเป็นวีรบุรุษคนเดียว……มันเป็นไปไม่ได้นะ!”หงอิงกัดฟันแน่น ร่างกายลุกเป็นเปลวเพลิงสีกุหลาบ เปลวไฟอันร้อนแรงแผดเผาโซ่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีผลอะไรเลย“อย่าพยายามเลย ถึงอย่างไรพวกนายทั้งหมดก็ไม่