หงชี่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความหวัง แววตาฉายชัดถึงความประหลาดใจและสับสน
“ตอนที่ข้าอยู่ที่หอพระคัมภีร์ ข้าเคยผ่านตาคัมภีร์วิชาหนึ่งชื่อว่าเคล็ดวิชาควบรวมวิญญาณ แม้มันจะไม่ใช่วิชาที่ลึกซึ้งเลิศล้ำอะไรนัก แต่สำหรับเจ้าที่มีกายจิตเช่นนี้ น่าจะพอใช้ฝึกฝนเพื่อยกระดับตนเองได้”
หากหงชี่สามารถฝึกฝนวิชานี้จนช่ำชอง นางก็จะสามารถรวบรวมพลังวิญญาณได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระและประหยัดพลังปราณของเมิ่งฝานไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
‘เคล็ดวิชาควบรวมวิญญาณ’ หงชี่พลันตื่นเต้นขึ้นมาทันควัน หัวใจของนางพองโตอย่างบอกไม่ถูก นางรู้ดีว่าเมิ่งฝานนั้นแทบจะพลิกแผ่นดินค้นหอตำรามาหมดแล้ว การที่เขาจะพบวิชาพิสดารเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
“แต่อย่าเพิ่งดีใจไป แม้ข้าจะประเมินว่าเจ้าฝึกได้ แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เจ้าต้องลองด้วยตัวเองก่อน”
จากนั้น เมิ่งฝานเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชาควบรวมวิญญาณให้แก่หงชี่อย่างตั้งใจ เนื่องจากตัววิชามิได้ซับซ้อนนัก เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม หงชี่ก็จดจำทุกตัวอักษรและท่วงท่าการเดินปราณวิญญาณได้อย่างแม่นยำ
นางเริ่มเข้าสู่สมาธิเพื่อทดลองฝึกฝนทันที