“ชีเยี่ย ทำไมนายถึงให้พี่คนเท่มาปกป้องผมล่ะ?” ในตรอกมืด ไป๋หลี่พั่งพั่งโน้มตัวเข้าไปใกล้หูหลินชีเยี่ยแล้วกระซิบถาม“ตอนนี้เราสองคนต่างก็เป็นเป้าหมาย ฉันอยู่ข้างนายตลอดไม่ได้ แบบนั้นจะยิ่งอันตราย ส่วนเฉาเยวียนน่ะ พอคลั่งขึ้นมาก็แยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร…”“สรุปก็คือ ข้างกายนายต้องมีคนปกติอยู่ด้วย และต้องเป็นมือดีอีกด้วย”ไป๋หลี่พั่งพั่งฟังจบก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ “อย่างนี้นี่เอง! นายนี่ฉลาดจริงๆ”ส่วนเสิ่นชิงจู่ที่เดินตามหลังมา มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า เงยหน้ามองดาวบนฟ้า ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ทันใดนั้น เขาก็หยุดเดิน“นี่ ไอ้อ้วน” เขาตะโกนเรียกไป๋หลี่พั่งพั่งหันกลับมา พลางยิ้มกว้าง “ว่าไง ตอนนี้ผมก็เป็นเจ้านายแล้วนะ เรียกแบบอื่นได้มั้ย?”“……” เสิ่นชิงจู่สูดหายใจเข้าลึก แล้วกล่าวช้าๆ “ไป๋หลี่ถูหมิง มาคุยกันหน่อยสิ ขอเบิกค่าจ้างล่วงหน้าวันนึงได้มั้ย?”ไป๋หลี่พั่งพั่งขมวดคิ้ว “นายจะทำอะไร?”“อย่าเพิ่งถาม แค่บอกมาว่าได้หรือไม่ได้?”ไป๋หลี่พั่งพั่งหันไปหาหลินชีเยี่ย คนหลังพยักหน้า“แต่ตอนนี้ผมไม่มีเงินสด……” ฝ่ายนายจ้างเกาหัวแกรก“ฉันมีอยู่สามร้อยหยวน พอไหม?” เฉาเยวียนที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นมา“พอ เอามาเลย” เสิ่นชิงจู่พยักหน้าหลายครั้งเฉาเยวียนหยิบเงินสามร้อยหยวนที่เหลืออยู่ในกระเป๋าสตางค์ส่งให้เสิ่นชิงจู่ คนหลังเดินกลับไปทางร้านบะหมี่ภายใต้แสงไฟสลัว ทั้งสามคนเห็นอีกฝ่ายกลับเข้าไปในร้านที่ทรุดโทรมแห่ง