นั้นเขาพูดอะไรบางอย่างกับเถ้าแก่ก่อน แล้วเพิ่มหมูทอดหนึ่งชิ้นกับไข่หนึ่งฟองลงในชามของลูกสมุนทั้งสาม จากนั้นก็มอบเงินทั้งหมดให้กับเติ้งเหว่ยพลางกำชับอะไรบางอย่าง แล้ววิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว“ไปกันเถอะ” เสิ่นชิงจู่พูดอย่างสงบหลินชีเยี่ยและอีกสองคนสบตากัน เงียบงันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วหันหลังเดินออกไปนอกตรอก“โรงแรมโดนระเบิดไปแล้ว… คืนนี้พวกเราจะไปนอนที่ไหนกันเนี่ย?” ไป๋หลี่พั่งพั่งพูดอย่างหมดหวังขณะเดินเฉาเยวียนกอดดาบไว้แน่น “หรือว่า… จะไปนอนศาลเจ้าสักคืนนึงดี”“…”“นี่มันเมืองยุคใหม่แล้วนะ กลางดึกแบบนี้จะไปหาศาลเจ้าที่ไหนให้นายกัน?”“ก็นั่นนะสิ”หลินชีเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ “ฉันรู้จักที่นึง ตามฉันมา”คนทั้งสามเดินตามหลังหลินชีเยี่ยไป ผ่านตรอกซอกซอยเปลี่ยวๆ หลายสาย จนในที่สุดก็มาถึงหน้าโรงแรมเล็กๆที่ดูลับตาผู้คนแสงไฟสีชมพูและม่วงลอดออกมาจากหน้าต่าง สาดส่องลงบนประตูเตี้ยๆ ตรงหน้า ทั้งสี่คนยืนอยู่หน้าประตูแหงนมองป้ายขนาดใหญ่ที่ดูเก่าแก่แต่สีสันกลับสดใส…“แดนฝันผีเสื้อ… โรงแรมม่านรูด?!”ไป๋หลี่พั่งพั่งอ่านป้ายนั้นจบก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ “ชีเยี่ย นี่นาย… เอาจริงดิ?”“ในเมืองชางหนานมีที่พักไม่กี่แห่งหรอกนะที่ไม่ต้องใช้บัตรประชาชนลงทะเบียน ที่นี่ยังถือว่าสภาพแวดล้อมดีที่สุดแล้ว” หลินชีเยี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ถ้าไม่อยากพักที่นี่ ก็คงต้องไปนอนใต้สะพานแล้วล่ะ”“……งั้นก็ที่นี่