ำบากในที่สุด เสิ่นชิงจู่ก็หมดแรง ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมเติ้งเหว่ยที่อยู่บนบ่า ฝ่ายถูกแบกกุมข้อเท้าขวาเอาไว้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด“ข้อเท้าเป็นอะไรรึเปล่า?” เสิ่นชิงจู่ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เอื้อมมือไปสัมผัสที่ข้อเท้าของอีกฝ่าย“ไม่……ไม่เป็นไร แค่แพลงนิดหน่อย”เสิ่นชิงจู่รู้สึกถึงก้อนบวมขนาดใหญ่ที่ข้อเท้าของฝ่ายตรงข้าม สีหน้าของเขาพลันมืดครึ้มลง “นายเดินไม่ได้แล้ว”เติ้งเหว่ยหายใจหอบถี่ เงยหน้ามองเสิ่นชิงจู่แล้วยิ้มแห้งๆ“แม่งเอ๊ย! นี่ยังจะมายิ้มอีก?!”“พี่เสิ่น พี่หันกลับมาช่วยผมแล้ว”“……หุบปาก! ฉันแค่เอื้อมมือไปถึงนายพอดี!”“พี่เสิ่น ไปเถอะ เอาสัมภาระมาให้ผมแบก ถึงยังไงก็ไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมจะรอครูฝึกอยู่ตรงนี้แหละ”“สัมภาระของฉัน ฉันแบกเองได้”“พี่เสิ่น พี่ต้องเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่นะ! ในฐานะที่เป็นคนแข็งแกร่ง พี่ต้องอยู่รอดจนถึงคนสุดท้ายสิ” เติ้งเหว่ยยื่นมือออกไปคว้าสัมภาระของเสิ่นชิงจู่“ผมกำลังจะถูกคัดออกแล้ว อย่างน้อยก็ขอช่วยแบ่งเบาภาระให้ก็ยังดี”เสิ่นชิงจู่มองรอยยิ้มบนใบหน้าดำคล้ำของเติ้งเหว่ย แล้วเงียบไป“เอามานี่!”“อย่าแย่ง!” เสิ่นชิงจู่คว้าสัมภาระที่มีตัวถ่วงน้ำหนักไว้ แล้วใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เอาอย่างนี้ ฉันแบกไว้สิบกิโลกรัม นายแบกยี่สิบห้ากิโลกรัมก็แล้วกัน”“ก็ได้ ผมจะฟังพี่”เสิ่นชิงจู่แกะตัวถ่วงน้ำหนักยี่สิบห้ากิโลกรัมออกจากสัมภาระของตัวเอง แล้วนำไปวางไว้บนสัมภาระข