ไป๋หลี่พั่งพั่งตะโกนใส่เสิ่นชิงจู่กับน้ำวนที่กำลังตีกันจนตาแดงก่ำสิ้นวาจา เขาก็หันมาถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรรึเปล่า? พี่ภูตจันทรา”“แค่กแค่ก ไม่เป็นไรๆ……”น้ำวนเห็นคู่หูตัวแสบนั่งพักอย่างสบายใจอยู่ข้างสนามรบก็ทำปากยื่น พลางแสยะยิ้มด้วยความอิจฉา “นี่ ฉันว่าเราหยุดพักกันก่อนดีไหม? ไปนั่งพักตรงนั้นกันเถอะ”“……” เสิ่นชิงจู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าไม่เลว“ไปไหม?”“ไปสิ!”อีกด้านหนึ่ง นภาที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ามองดูเฉาเยวียนที่คลุ้มคลั่งอยู่บนพื้นก็ถอนหายใจ“นี่ ไม่ต้องทุ่มเทขนาดนั้นก็ได้มั้ง? ตะโกนมานานขนาดนี้แล้วไม่เหนื่อยเหรอ? ไปพักกันก่อนเถอะ”“อ๊าก อ๊าก แค่กๆ แค่ก……”เฉาเยวียนที่ตะโกนจนเสียงแหบกระแอมออกมาหลายครั้ง เปลวไฟสีดำที่ลุกโชนบนร่างกายก็เริ่มจางหายไปนัยน์ตาสีโลหิตค่อยๆ กลับมามีสติสัมปชัญญะ……“แค่กแค่ก… ไปกันเถอะ โอ้ย… เหนื่อยจะตายแล้ว……”เฉาเยวียนเปล่งเสียงแหบแห้งออกมาเบาๆ มองไปที่นภาด้วยสายตาอ่อนล้า ก่อนจะเดินโซเซไปอีกทางไม่นานนัก กุหลาบและมอลลี่ก็เดินจับมือคุยกันอย่างมีความสุขมาจากอีกทางหนึ่ง“เอ๊ะ? พวกเธอก็เลิกสู้กันแล้วเหรอ? ฉันยังอยากดูอยู่เลย” น้ำวนเห็นดังนั้นก็พูดออกมาอย่างเสียดาย“ทำไม? พวกนายแอบอู้ได้คนเดียวรึไง?” กุหลาบมองเขาด้วยสายตาดุดัน พลางกระชับแขนของมอลลี่ไว้แน่น“นานๆ ทีจะได้เจอสาวเท่ขนาดนี้ ฉันไม่อยากปล่อยไปเลย……”“……กุหลาบ เธอทำแบบนี้ คนอื่นจะเข้าใจผิดว่าเราทุกค