ห้ออกจากสนามรบ ผู้ที่สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอัจฉริยะที่มาจากทั่วทุกสารทิศ การปกป้องตัวเองในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นนัก“พี่เสิ่น พี่เสิ่น! พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม?” ทหารใหม่คนหนึ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากซากปรักหักพัง ร้องตะโกนไปทางด้านหลังวินาทีถัดมา กำแพงหนาข้างๆ ก็ระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ เสิ่นชิงจู่ใบหน้ามืดครึ้มคลานออกมาจากกองฝุ่นผงกระแอมไอหลายครั้ง“ฉันไม่เป็นไร……เมื่อกี๊มันอะไรกันน่ะ? การโจมตีแบบนั้น ขั้นจั่นทำได้จริงเหรอ?” เสิ่นชิงจู่จับจ้องไปยังกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กับทหารใหม่ สีหน้าของเขาพลันเคร่งเครียด“พี่เสิ่น ตอนนี้น่าจะมีคนสู้ได้อีกประมาณสามสิบกว่าคน เราจะขึ้นไปไหม……”“ขึ้น!” เสิ่นชิงจู่ถุยน้ำลายออกมา ถอดหมวกทหารที่สวมกลับด้านแล้วโยนไปข้างหลัง บนใบหน้าปรากฏความโหดเหี้ยม“การซุ่มโจมตีพังทลายไปแล้ว ก็สู้กับพวกเขาตรงๆ เลย! ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหลังจากต่อสู้มานานขนาดนี้ พวกเขาจะยังมีพลังจิตเหลืออีก!”สิ้นเสียง ลมพายุหมุนก็ปะทุขึ้นจากใต้เท้าของเขา ทั้งร่างพุ่งทะยานไปยังสนามรบอันวุ่นวายอย่างรวดเร็ว“น้ำวน ไอ้ตัวอันตรายนั่นมาแล้ว” ภูตจันทราใช้ด้ามกริชฟาดทหารใหม่สองคนจนสลบ หางตาเหลือบเห็นเสิ่นชิงจู่ที่กำลังพุ่งเข้ามา จึงตะโกนบอก“ทำไมต้องให้ฉันไป?”“ผนึกต้องห้ามของฉันไม่เหมาะที่จะสู้กับเขา นายไป”“เฮอะ รู้จักแต่ใช้คน”น้ำวนบ่นอุบอิบ ก่อนจะหันหลังกลับไปเผ