็นขีดจำกัดที่เขาทำได้แล้ว เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็เป็นเพียงสมาชิกชั่วคราวที่ยังไม่ได้เข้าร่วมหน่วยพิทักษราตรีอย่างเป็นทางการ ในเมื่อถูกปฏิเสธไปแล้ว เขาก็ไม่อยากรบเร้าให้มากความ“ไปกันเถอะ ได้เวลาเก็บกวาดแล้ว” หงอิงลุกขึ้นจากบันได สะพายกล่องสีดำที่ใส่หอกไว้ด้านหลัง แล้วเดินตรงไปที่ประตูหลินชีเยี่ยหันกลับมามองหอประชุมใหญ่ ก่อนจะก้าวเท้าตามไปหอประชุมอันชิงอวี๋ที่ยืนอยู่หลังประตูมาตลอด แววตาพลันหม่นหมองทว่าในตอนนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นซากศพอสรพิษหนานต้าที่อยู่ไม่ไกลหลังจากขมวดคิ้วใคร่ครวญอยู่นาน เขาก็ดูเหมือนจะตัดสินใจได้แววตาทั้งสองข้างกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง!…หน้าโรงเรียนข้างรถตู้สีดำ ชายสองคนกำลังพิงประตูรถ ลอบมองไปยังโรงเรียนที่เงียบสงัดหูฟังของชายคนหนึ่งดังขึ้น เฉินมู่เหยี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย“จบแล้ว พวกเขากำลังจะออกมา”อู๋เซียงหนานที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าดำคล้ำ “ทำไมเธอถึงคุยกับคุณคนเดียว ไม่คุยกับผม?”“ฉันเป็นหัวหน้าหน่วย”“ผมก็เป็นรองหัวหน้านะ!”“ก็นายชอบขัดคอหงอิงอยู่เรื่อย”“ผมแค่ทำตามหน้าที่”“นายมันยึดติดกับกฎเกณฑ์เกินไป” เฉินมู่เหยี่ยส่ายหน้า ริมฝีปากยกยิ้ม “เพราะแบบนี้ไง หงอิงถึงสนิทกับฉันมากกว่า”“……เรื่องนี้มันไม่เหมือนกับการดูว่าลูกสนิทกับพ่อหรือแม่มากกว่ากันสักหน่อย ทำไมน้ำเสียงของคุณถึงแปลกๆล่ะ” อู๋เซียงหนานเบ้ปาก“ก็ความหมายคล้ายๆ กันนั่นแหละ”ทั้งคู่เงียบไปชั่วครู่ เฉินมู่เหยี่