ยจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ได้ยินมาว่าหลินชีเยี่ยทำผลงานได้ดีมากเลยนะ”“ใช่”“นายว่า……นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำภารกิจสำเร็จ พวกเราควรแสดงความยินดีให้เขาหน่อยไหม?”“เช่น?”“อย่างเช่น……ทำป้ายไวนิลอะไรทำนองนั้น กลับไปก็ทำเค้กให้เขา”“……” อู๋เซียงหนานถอนหายใจ“เป็นอะไรไป?”“ทำไมคุณถึงดูเหมือนผู้ปกครองที่กำลังจะไปรับลูกที่สอบได้ที่หนึ่งของห้องตอนเลิกเรียนเลยล่ะ? แทบจะติดป้ายคำว่าภูมิใจไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว……”“จริงเหรอ? ฉันว่ามันก็ดีออก”ในตอนนั้นเอง เวินฉีโม่ที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับก็อดไม่ได้ที่จะลดกระจกหน้าต่างลง พลางบ่นว่า “ผมบอกพวกคุณทั้งสองคนแล้วใช่ไหมว่าพอได้แล้ว แค่ทำภารกิจสำเร็จแล้วก็มารับพวกเขากลับ ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้……”“แล้วเหลิ่งเซวียนล่ะ?”“ไม่รู้สิ ปกติเขาก็ชอบหายไปแบบนี้แหละ”“โอเค……”ขณะที่พวกเขากำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น ร่างสามร่างก็เดินออกมาจากประตูโรงเรียนอย่างเอื่อยเฉื่อย หงอิงเห็นคนสองคนที่อยู่ข้างรถแต่ไกลก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วโบกมือให้พวกเขาซือเสี่ยวหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแอบปาดเลือดบนตัวของหลินชีเยี่ยมาป้ายที่ใบหน้าของตัวเอง ราวกับแมวขโมยกินปลา เธอยืดอกขึ้น บนใบหน้าราวกับมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า ‘ฉันไม่ได้อู้งานนะ!’หลินชีเยี่ยสะพายกล่องดำไว้บนหลัง ชุดนักเรียนเปรอะเลือดจนแทบมองไม่ออกว่าแต่เดิมเป็นสีอะไร เขาลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองไปข้างหน้า มุมปากเผยรอยยิ้มจางๆ“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”