“หอมจัง…” หลินชีเยี่ยเดินโซเซออกจากห้องฝึกด้วยความปวดร้าวทั่วทั้งสรรพางค์กาย กลิ่นหอมโชยมาจากห้องกิจกรรมทำให้แววตาที่ราวกับขี้เถ้ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเวินฉีโม่ยกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนว่าการโดนซ้อมเมื่อเช้าจะไม่ได้สูญเปล่า……หลินชีเยี่ยตรงไปที่ห้องกิจกรรม เมื่อผลักประตูเข้าไป สายตาที่เปี่ยมด้วยความคับข้องใจสี่คู่ก็จ้องมองมาที่เขาพร้อมกัน……หลินชีเยี่ยรู้สึกว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี “เกิด… อะไรขึ้น?”“ไม่มีอะไร นั่งลงกินข้าวได้แล้ว” เฉินมู่เหยี่ยชำเลืองมองเขาแล้วกล่าวอย่างเฉยเมย“ครับ”หลังจากที่หลินชีเยี่ยนั่งลง หงอิงก็มองเฉินมู่เหยี่ยด้วยแววตาเว้าวอนอย่างน่าสงสาร“กินข้าวได้” ในที่สุดเฉินมู่เหยี่ยก็เอ่ยประโยคที่ทุกคนรอคอยมานานสมาชิกหน่วยต่างลงมือกินราวกับหมาป่าที่หิวโซมาหลายวัน ดวงตาทุกคู่ล้วนแดงก่ำ“พี่หงอิง อาหารของหน่วยพิทักษ์ราตรี… ดีขนาดนี้เลยเหรอ?” หลินชีเยี่ยมองอาหารที่เต็มโต๊ะแล้วเอ่ยถามแผ่วเบาหงอิงตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “ตอนนี้ฉันไม่อยากเสวนากับนาย”หลังจากพูดจบ หงอิงก็ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “ฉันจะคุยกับนายหลังจากกินข้าวเสร็จละกัน!”หลินชีเยี่ย “……”“หลินชีเยี่ย”“ครับ หัวหน้า”“วันนี้ฝึกซ้อมมาได้อะไรบ้างไหม?”“ได้ครับ ได้รับอะไรหลายอย่างเลย”“อืม” เฉินมู่เหยี่ยพยักหน้า เว้นวรรคครู่หนึ่งแล้วถาม “เจ็บหรือเปล่า?”“ก็… นิดหน่อยครับ”“เสี่ยวหนาน เดี๋ยวช่วยรักษาให้เขาหน่อย”ซือเสี่ยวหนานเบ