ฝึกฝนจิตใจของตัวเองอยู่เสมอ……หากคฤหาสน์แห่งนี้ไม่ใช่มรดกตกทอดของพ่อแม่ ซึ่งจำเป็นต้องดูแลอยู่ล่ะก็ ฉันคงขายมัน แล้วกลับไปอยู่หอพัก”หลินชีเยี่ยนิ่งเงียบ “ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณครับ……ราตรีสวัสดิ์”“ราตรีสวัสดิ์ รีบไปนอนเถอะ” หงอิงยิ้มพร้อมกับโบกมือ แล้วค่อยๆ ปิดประตูหลินชีเยี่ยเดินลงไปชั้นล่าง นั่งบนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น เปิดไฟดวงหนึ่งเหนือศีรษะบนโต๊ะมีกระดาษหนึ่งแผ่นและปากกาหนึ่งด้ามเสียงจั๊กจั่นร้องระงมแว่วมาจากนอกหน้าต่าง ความร้อนอบอ้าวของค่ำคืนหายไปหมดสิ้นหลังฝนตก เงาของใบไม้ทาบทอลงบนโต๊ะยามค่ำคืน……หลินชีเยี่ยถือปากกา นั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่ขยับเขยื้อนไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาจึงจรดปากกาลงบรรทัดแรกปรากฏบนกระดาษถึงคุณป้า หยางจิ้น…………“แม่ แม่!”หยางจิ้นเขย่าคุณป้าที่ฟุบหลับบนโต๊ะอาหาร พลางเรียกเบาๆป้าลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เงยหน้าขึ้นพลางกุมคอที่เมื่อยล้า แล้วเอ่ยถาม “มีอะไรหรือ? พี่ชายลูกกลับมาแล้วเหรอ?”หยางจิ้นส่ายหน้า “ยังครับ แต่มีจดหมายเสียบอยู่ใต้ประตู”“จดหมาย?”“ครับ! เหมือนจะเป็นลายมือของพี่ชายนะ”“เสี่ยวชี? เร็วเข้า เปิดอ่านเร็ว!” ป้าพูดอย่างร้อนใจ ขณะที่มองหยางจิ้นแกะซองจดหมาย พลางบ่นพึมพำ “เจ้าเด็กคนนี้ ไม่ยอมกลับบ้านทั้งคืน แถมไม่บอกกล่าวสักคำ มาถึงหน้าบ้านแล้วก็ไม่เข้ามา”“เขา… เขาหมายความว่ายังไงถึงเอาจดหมายมาสอดไว้แบบนี้?”หยางจิ้นฉีกจดหมายออก ป้ารับมาอ่าน ทั้งสองก้มหน้าก้มตา