ภายในบ้านป้าเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนัง สายตาเหม่อลอยบนโต๊ะตรงหน้า อาหารเต็มโต๊ะล้วนเย็นชืดลงแล้ว แทบไม่ต่างจากตอนที่หลินชีเยี่ยเดินออกไปไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด หยางจิ้นเอื้อมมือคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ถ้วยของป้า“คุณแม่ กินข้าวก่อนเถอะครับ”“เฮ้อ…” ป้าส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาว “พี่ชายของลูกกินข้าวได้นิดเดียวเอง ทำไมตอนนี้ถึงยังไม่กลับมาอีก?อาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหรือเปล่า?”“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ พี่คงไม่เป็นอะไรหรอก บางทีเพื่อนของพี่อาจจะเห็นว่าตาเขาหายดีแล้วเลยลากพี่ออกไปกินข้าวข้างนอกก็ได้นะ” หยางจิ้นปลอบโยนแผ่วเบาได้ยินหยางจิ้นกล่าวเช่นนั้น สีหน้าของป้าก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วก็กังวลขึ้นมาอีกครั้ง“แต่ว่าตอนเขาออกไปไม่ได้พกร่มไปด้วยนี่”“คุณแม่…” หยางจิ้นลุกขึ้น ชี้ออกไปทางหน้าต่าง แล้วกล่าวอย่างใจเย็น“ฝน… หยุดตกแล้ว”……ฝน… หยุดตกแล้วจริงๆแสงจันทร์สลัวส่องทะลุชั้นเมฆหมอกปกคลุม สาดส่องค่ำคืนอันเงียบสงบไร้ผู้คน ทุกสรรพสิ่งล้วนเงียบสงัดบนลานโล่งไม่ไกลนัก ป้ายประกาศที่ชำรุดถูกคนนำออกไปแล้ว เศษเนื้อเลือดที่กระจายเกลื่อนพื้นก็ถูกเก็บกวาดจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงรอยดาบอันน่ากลัวบนพื้น บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานอย่างไร้เสียงบางทีพรุ่งนี้เช้า อาจมีคนมาพบรอยแยกลึกลับนี้ พวกเขาอาจจะคาดเดาสารพัด ทว่าพวกเขาจะไม่มีวันล่วงรู้ความจริงที่เกิดขึ้นหยดฝนไหลผ่านชายคา ตกกระทบลงในแอ่งน