่ยวางกระดูกไว้ที่พื้น ฉวยโอกาสตอนที่เจ้าดำน้อยกำลังแทะกระดูกลุกขึ้นยืน มองออกไปนอกหน้าต่างในค่ำคืนไร้แสงจันทร์นั้น นอกจากสายฝนที่โหมกระหน่ำ ก็ไร้สิ่งอื่นใดแม้กระทั่งแสงไฟจากตึกที่พักอาศัยอื่นในระยะไกลก็มืดมน โลกเงียบสงัด ราวกับมีเพียงสายฝนอันไร้ที่สิ้นสุด“แปลกจัง ไม่มีอะไรเลยนี่นา…”หลินชีเยี่ยพึมพำ กำลังจะหันหลังกลับ ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากนอกหน้าต่าง เหมือนกับมีคนมาเคาะกระจกหลินชีเยี่ยหันกลับไปมอง พบว่าเป็นค้างคาวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งอยู่นอกหน้าต่างดูเหมือนค้างคาวตัวนั้นจะเปียกฝนจนชุ่ม มันพุ่งชนหน้าต่างไม่หยุด ราวกับต้องการหาที่หลบฝนดวงตาของหลินชีเยี่ยเป็นประกายจะว่าไปแล้ว เขายังไม่เคยใช้ความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์กลางคืนที่นักร่ายรำยามราตรีมอบให้เขาเลย โชคดีที่ได้เจอค้างคาว ลองดูหน่อยก็ไม่เลว……หลินชีเยี่ยจึงยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง จ้องมองค้างคาวตัวนั้น“เสี่ยวชี! นายยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น? กลับมากินข้าวเร็ว อาหารจะเย็นชืดหมดแล้ว” ป้าเห็นหลินชีเยี่ยยืนเหม่อลอย จึงตะโกนเรียกทว่าหลินชีเยี่ยยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนรูปปั้น ไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานานในขณะที่ป้ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง หลินชีเยี่ยหันหลังกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาทั้งสองข้างสั่นระริกเขารีบวิ่งไปที่ประตูแล้วสวมรองเท้า“เสี่ยวชี นายจะไปไหน?”“ผมนึกขึ้นได้ว่ามีธุระ ต้องออกไปข้างนอกสักหน่อย”“เด็กโง่ พูดอะไรน่ะ? ข้างนอกทั้งมืดและฝนตกห