ก๊อก ก๊อก ก๊อก!“เชิญครับ”หลินชีเยี่ยผลักประตูเข้าไปในห้องตรวจผู้ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะเป็นหมอชายวัยกลางคน สวมเสื้อกาวน์สีขาวยาว มีผมบางจนเห็นหนังศีรษะ ดูแล้วเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาหลินชีเยี่ยนั่งลงบนเก้าอี้ หมอเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า“เล่ามาสิครับ มีอาการอะไรหรือเปล่า?”“ผมไม่มีอาการอะไร”“ไม่มีอาการอะไรแล้วมาที่นี่ทำไม?”“ผมไม่มีอาการ แต่ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคทางจิตอย่างหนัก”คุณหมอได้ยินดังนั้นก็มองหลินชีเยี่ยด้วยสีหน้าประหลาด ยิ้มพลางลูบผมบางๆ บนศีรษะ“เพื่อนที่คุณพูดถึง คงไม่ใช่ตัวคุณเองใช่ไหม?”หลินชีเยี่ยตอบอย่างจริงจัง “ไม่ใช่ครับ เป็นเพื่อนจริงๆ”“ได้ งั้นคุณบอกมาสิว่าคุณมี… ไม่สิ เพื่อนของคุณเป็นอะไร? มีอาการอย่างไรบ้าง?”หลินชีเยี่ยครุ่นคิด “อันนี้อาจจะอธิบายยาก……”คุณหมอหัวเราะ “งั้นคุณก็ลองสมมติว่าตัวเองเป็นเพื่อนคนนั้น แล้วแสดงให้ผมดูจริงๆ สิ”หลินชีเยี่ยมองคุณหมออย่างประหลาดใจ หลังจากลังเลครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าอย่างจำใจจากนั้น หลินชีเยี่ยก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ภายใต้สายตาของคุณหมอ เขาเดินตรงไปที่ด้านหน้าของอีกฝ่ายเขายื่นมือออกไปกดศีรษะของคุณหมอวัยกลางคนลงในอ้อมกอดของตัวเองมืออีกข้างหนึ่งลูบเบาๆ บนศีรษะของอีกฝ่ายดวงตาเต็มไปด้วยความเมตตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ลูกชายที่รักของพ่อ ในที่สุดพ่อก็หาเจ้าเจอแล้ว!”คุณหมอ “…………”ในอีกสิบนาทีต่อมา หลินชีเยี่ยก็ใช้ทักษะการโต้แย้งท