“หยุดเเเดี๋ยวนี้! เจ้าจะทำอะไรข้าไม่สน และจงอย่าได้แพร่งพรายแผนการของเจ้าให้ข้ารู้เป็นอันขาด!” เมิ่งฝานรีบตัดบททันควันเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
หลิวเยียนผิงค้อนขวับพลางเอ่ยแกมบังคับ “อย่างไรก็ดี พอเข้าสู่แดนอสูรแล้ว เจ้าต้องคอยดูแลข้าด้วยนะ!”
เมื่อรู้ว่ามี ‘ที่พึ่ง’ อย่างเมิ่งฝานไปด้วย หลิวเยียนผิงที่เคยลังเลในตอนแรกก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดทันที
“ข้าฟังไม่รู้เรื่องว่าเจ้าพูดถึงสิ่งใด” เมิ่งฝานทำหูทวนลม ไม่แยแสต่อคำรบเร้าของนาง
หลิวเยียนผิงมิได้ใส่ใจที่จะโต้เถียงต่อ เพราะในใจนางวางแผนไว้หมดแล้วว่า จะแอบหนีออกจากสำนักก่อน แล้วค่อยไปลอบสมทบกับกองกำลังหลักทีหลัง เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้ท่านปู่รู้เข้า ก็คงทำได้เพียงจำยอมเพราะ ‘ข้าวสารกลายเป็นข้าวมุก’ ไปเสียแล้ว
แดนอสูรลึกลับที่เต็มไปด้วยวาสนาเช่นนั้น นางจะยอมพลาดโอกาสทองไปได้อย่างไร?
“อ้อ… ข้าได้ยินมาว่า เจียงพัวเยว่ แท้จริงแล้วเป็นคนสันดานชั่วร้าย เพียงคืนเดียวหลังจบการประลอง เขาก็เป็นต้นเหตุให้ศิษย์หญิงของซู่ซันเราต้องสังเวยชีวิตเชียวหรือ?” หลิวเยียนผิงเปลี่ยนประเด็นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม