ท่านสะบัดมือเบา ๆ เพื่อรวบรวมกิ่งไม้และใบไม้แห้งมาก่อกองไฟขึ้น จากนั้นจึงหักกิ่งไม้ออกมาเล่มหนึ่ง ใช้มันเสียบทะลวงขั้วหัวใจของสุนัขจิ้งจอกตนนั้นออกมา แล้วนำไปย่างบนเปลวเพลิงจนส่งกลิ่นหอม
ครั้นเมื่อย่างจนสุกได้ที่ ท่านผู้เฒ่าหลินก็โยนมันให้แก่เมิ่งฝานโดยตรง
“กินเสีย”
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่นพลางมองดูของในมือ ตัวเขานั้นเคยลิ้มลองมาแล้วทั้งหัวใจเป็ด ไก่ สุกร หรือแม้แต่หัวใจโค ทว่าหัวใจสุนัขจิ้งจอกเช่นนี้กลับมิเคยพานพบมาก่อนเลยในชีวิต
ท่านผู้เฒ่าหลินมองเห็นท่าทีรังเกียจของศิษย์รักจึงเอ่ยอธิบายว่า
“ของสิ่งนี้รสชาติหาได้เลวร้ายอย่างที่เจ้าคิดไม่ และที่สำคัญยิ่งกว่ารสชาติคือสรรพคุณในการบำรุงกาย เฉกเช่นสุกรวาตะม่วงที่มีธาตุอสนีสะสมอยู่ หัวใจของจิ้งจอกมายาตนนี้ย่อมมีคุณสมบัติพิเศษติดตัวมา กินเข้าไปแล้วจักช่วยเสริมสร้างพลังจิตของเจ้าได้บ้าง แม้อาจจักมิเห็นผลทันตา ทว่ามีบ้างก็ย่อมดีกว่ามิมีเลยมิใช่หรือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฝานก็มิลังเลอีกต่อไป เขาตัดสินใจกลืนหัวใจจิ้งจอกลงคอไปในคำเดียว