“ข้ามิเชื่อหรอกว่าเจ้าจะกล้าอุกอาจลงมือในเขตตำหนักฝึกวิชาแห่งนี้” เมิ่งฝานกล่าวโต้ตอบด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน
ด้วยกฎสำนักอันเคร่งครัด ตำหนักฝึกวิชามิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะมาสร้างความวุ่นวายได้ตามใจชอบ
หยางสือแค่นยิ้มเย็นชา “ข้าจะไปดักรอเจ้าที่ด้านนอก... เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะขี้ขลาดตาขาว ซ่อนตัวอยู่ในนี้ไปชั่วนิรันดร์มิก้าวเท้าออกมา!”
ดักรอที่ประตูอย่างนั้นรึ?
การกระทำเช่นนี้ในสายตาเมิ่งฝาน ช่างดูมิต่างอะไรกับเด็กน้อยที่ขู่กรรโชกกันว่า “เลิกเรียนแล้วอย่าเพิ่งหนีไปไหน รอกันที่หน้าโรงเรียนนั่นแหละ!”
เมิ่งฝานเหลือบมองหยางสือเพียงแวบเดียวด้วยท่าทีไม่แยแส
แม้หยางสือผู้นี้จะเป็นถึงศิษย์สายนอกผู้ติดทำเนียบห้าสิบอันดับแรก ทว่าหากเอ่ยกันตามตรง... เมิ่งฝานกลับมิได้มีความพรั่นพรึงต่อคนประเภทนี้เลยแม้แต่น้อย
หากคาดการณ์มิผิด หยางสือน่าจะอยู่ใน ‘ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่ห้า’ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วย่อมมีพละกำลังกล้าแกร่งกว่าขั้นที่หนึ่งอย่างเขาอยู่หลายขุม ทว่าความได้เปรียบนั้นเป็นเพียงเรื่องของปริมาณปราณแท้ในร่างกาย มิได้หมายรวมถึงทักษะเชิงกระบี่หรือไหวพริบในการต่อสู้จริงแต่อย่างใด