ย”
“ขอบใจนะ แม่นางสามสี”
“ไม่เป็นไร” แมวสามสีเอียงคอมองเขา “ถ้าพรุ่งนี้จับเจ้าพวกจิ้งจกพวกนี้ได้หมด ประมุขสวี่จะเอาหนูให้พวกเรากินไหม”
“…”
ในตอนนั้นเอง เสียงดนตรีในรูก็เงียบหายไป ครู่ต่อมาพลันมีเสียงกลองรัวสนั่น ตามมาด้วยเสียงสวบสาบวุ่นวาย
เสียงกลองดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนชัดเจนขึ้น
ท่ามกลางแสงจันทร์นวลตา ปรากฏขบวนคนแคระสวมชุดสีแดงเขียวสดใสเดินเรียงรายออกมาจากประตูที่คนแคระคนแรกหนีเข้าไป บ้างก็หามกลอง บ้างก็ถือฆ้อง เดินไปพลางเคาะจังหวะไปพลาง เสียงฆ้องกลองที่ซ่งโหยวนั้นได้ยิน หนวกหูยิ่งกว่าเสียงแมลงวันหรือยุงบินว่อนเสียอีก
คนแคระคนแรกและพวกพ้องที่แต่งกายผิดแผกไปจากเดิม เดินตามหลังขบวนฆ้องกลองออกมาจากรูไม้ เดินพลางชี้นิ้วมาที่ซ่งโหยวและเจ้าแมวพลางกระซิบกระซาบกัน
หลังจากนั้น ก็มีขบวนนักรบสวมชุดเกราะเดินดาหน้าออกมาจากประตูเล็กอีกหลายบาน ขบวนนั้นยาวเหยียดประหนึ่งไม่มีวันสิ้นสุด ทยอยตบเท้าเข้ามาในห้องพัก
‘เจ้าพวกตัวจ้อยนี่ช่างก่อเรื่องวุ่นวายเก่งเสียจริง!’
ยามนี้ซ่งโหยวนั่งอยู่ริมเตียง แผ่นหลังพิงหน้าต่าง หันหน้าเผชิญกับพวกเขาทั้งหมด พลางส่ายหน้าอยู่ในใจ
มิน่าเล่า แม้เจ้าพวกคนแคระเหล่านี้จะมิได้มีนิสัยดุร้าย แต่ตระกูลสวี่กลับระอาและจงเกลียดจงชังนักหนา การถูกรบกวนด้วยเสียงอึกทึกเช่นนี้วันสองวันยังพอทน หากเนิ่นนานไป ใครเล่าจะทนไหว
……………