่างตกอยู่ในความกระวนกระวายและจนปัญญา
ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความพยายามที่ทุ่มเทไปแต่กลับไม่เห็นผลเริ่มทำให้ความฮึกเหิมและความกล้าหาญที่เคยมีเริ่มมอดดับลง บางคนในใจเริ่มบังเกิดความสั่นไหวด้วยความขามเกรง
แม่นางสามสียังคงนั่งอยู่บนกำแพงจวนด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางเพียงก้มมองดูผู้คนที่เดินเข้าเดินออกอยู่เบื้องล่าง ลอบสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบโดยไม่เอ่ยคำใด
ชายชราผู้หนึ่งซึ่งผมและหนวดเคราขาวโพลนไปทั้งศีรษะนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาหันไปมองดูลูกหลานของตน เมื่อเห็นว่าหาเท่าใดก็ไม่พบจึงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วใช้ไม้เท้าเคาะพื้นดังปัง พร้อมตวาดออกมาด้วยความโมโห
“หาต่อไป! ห้ามใครอู้เด็ดขาด! เจ้านั่นหนีออกไปจากบ้านหลังนี้ไม่ได้หรอก! เจ้าสาม…ไปขนฟืนมาให้ข้า! เจ้าใหญ่…ไปตรวจนับทรัพย์สินมีค่าในบ้านแล้วขนออกไปให้หมด หากคืนนี้ยังหาไม่เจอ ข้าจะเผาจวนหลังนี้ทิ้งเสีย จะได้ไม่ต้องอยู่ให้มันตามรังควานอีกต่อไป!”
“ท่านพ่อ…”
“ท่านประมุข!”
ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันตกตะลึงรีบเข้ามาเกลี้ยกล่อม
แม้แต่ชาวบ้านที่มุงดูอยู่หน้าประตูด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ไม่กล้าเข้ามา ต่างก็พากันแตกตื่นตกใจ แม้แต่เด็กหญิงที่นั่งอยู่บนกำแพงก็ยังอดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง นางก้มลงมาจ้องชายชราผู้นั้นตาเขม็ง
“ไม่ต้องมาพูดจาไร้สาระ! เทียบกับการที่คนทั้งบ้านต้องถูกมันทรมานจนตาย จวนหลังเดียวจะมีค่าสักกี่มากน้อย อย่างมากก็แค่สร้าง