ทันทีที่ลวี่หยางแผ่พลังอำนาจออกมา บรรพชนถิงโยว ซั่วฮ่วน กระทั่งพระอัครมเหสีเซียวก็พร้อมใจกันปลดปล่อยตำแหน่งมรรคผลของตนออกมา
เพียงพริบตาเดียว เหนือฟ้าเจียงซีก็ตกอยู่ในความมืดมิด เสียงระเบิดกึกก้องดังสะท้านฟ้าเสมือนสายฟ้าคำราม ลมแรงซัดทะเลเมฆฝนหอบกระหน่ำ จนหลอมรวมเป็นห่าพายุราวกับเป็นภาพวันสิ้นโลก ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านั้น วันสิ้นโลกเช่นนี้ยังคงกดข่มลงมาอย่างไม่เกรงกลัว!
นี่มิใช่การต่อสู้ธรรมดาโดยเด็ดขาด
แต่ก่อน ต่อให้เป็นการต่อสู้กันระหว่างเหล่าเจินจวิน ก็ยังยึดกฎเกณฑ์ พลังวิชาจะเคลื่อนไหวอยู่เพียงนอกสามสิบหกชั้นเมฆาอัสนี เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อสรรพสัตว์เบื้องล่าง
เพราะไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อยากทำลายสิ่งของของตนเอง
ทว่าครานี้ แดนสุขาวดีชัดเจนว่าลงมืออย่างไม่แยแสสิ่งใด ไม่ใส่ใจชาวเจียงซีนับล้าน ส่วนจักรพรรดิเจียโย่วนั้น ยิ่งแล้วใหญ่ ไร้ซึ่งความใยดีอยู่แล้ว
ตรงกันข้าม ลวี่หยางกลับจำต้องรับผิดชอบ
เพราะเขาคิดจะตั้งสำนักขึ้นที่แผ่นดินเจียงซี หากปล่อยให้ถูกทำลายเสีย ลมปราณเสื่อมสลาย ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องล่มจม เขาจะเอาเพียงซากปรักหักพังไปทำอะไรได้อีก
“สถิต”
วินาทีถัดมา พระอัครมเหสีเซียวถอยออกไปหนึ่งก้าว ก่อนจะประสานมือทำมุทราเพ่งคาถา ธูปเทียนที่ร้อนระอุก็คุ้มครองประชาชนหมื่นแคว้นเบื้องล่างไว้ในนั้นเช่นนี้
ท้ายที่สุดแล้ว ในบรรดาเหล่าเจินจวิน นางก็อ่อนแอที่สุด
ในเมื่อเป็นเจินจวินนอกรีต บรรพชนถิงโย