ความสามารถอื่นใดมากนัก…”
“คุณชายพอจะมีหนทางหรือไม่”
“อย่าได้ใจร้อนไป”
ซ่งโหยวนั่งลงที่ม้านั่งหินในลานบ้าน นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าถามพวกเขาว่า “คนที่ต้องคุณไสยอยู่ที่นี่หมดทุกคนแล้วหรือ”
“ยังมีผู้อาวุโสอีกจำนวนหนึ่งที่แข้งขาไม่อำนวยจึงยังพักอยู่ที่บ้าน และมีเพื่อนบ้านอีกบางส่วนที่มิได้ตามมาด้วย นอกจากนี้ยังมีเพื่อนบ้านอีกหลายคนที่พอได้ยินเรื่องของพวกเรา ก็ยอมทนปวดท้องแต่ไม่ยอมแปะแผ่นสมุนไพรนี้ขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวครุ่นคิดอีกครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “โบราณว่าไว้ ผูกกระดิ่งไว้ที่ใดก็ต้องให้ผู้ผูกมาแก้เอง อีกทั้งคุณไสยนี้ยังเชื่อมโยงกับดวงตาของทุกท่าน เกี่ยวพันกับการมองเห็น จักวู่วามทำการใดโดยพลการมิได้เด็ดขาด”
“แล้วพวกเราควรทำอย่างไรเล่าขอรับ”
“ข้าพอจะมีวิธีทำให้มนต์ดำจากแผ่นสมุนไพรนั้นไม่อาจทำอันตรายทุกท่านได้ เพื่อให้ทุกท่านเบาใจลง ทว่าหากจะถอนคุณไสยนี้ออก ก็จำเป็นต้องจับตัวมันมาเพื่อเค้นเอาวิธีแก้” ซ่งโหยวเอ่ยพลางเงยหน้ามองสำรวจพวกเขาทีละคน “ทว่ามิรู้ว่าทุกท่านพอจะมีพละกำลังและใจสู้พอจะประลองกับปีศาจร้ายตนนี้หรือไม่”
“หา”
ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็ตกตะลึง พากันหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“นี่มัน…”
“เรื่องนี้…”
“สู้กับปีศาจหรือ”
“นั่นมันเป็นถึงปีศาจร้าย พวกเราเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา ทั้งยังไร้อาคม จะไปสู้กับปีศาจได้อย่างไรกัน”
ทุกคนต่างตื่นตระหนกและหวาดกลัว
“พวกท่านกล่า