ย่อมหาทางสำราญใจได้เสมอ ทว่าเจ้าม้าตัวนี้สิ ที่ผ่านมามันตรากตรำลำบาก แบกสัมภาระหนักอึ้งให้เขามาตลอด เขาย่อมรู้สึกว่าตนเองละเลยมันไปหลายครา
การจะเช่าเรือนในเมืองอย่างนครหยางตูนั้นย่อมต้องเสียเงินทองมากมาย
“หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว”
ซ่งโหยวปลดถุงสัมภาระลงจากหลังม้า พลางตบตัวมันเบาๆ “แม้ด้านหลังจะมีคอกม้า แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องอยู่อุดอู้ในนั้นหรอก ยามปกติจะเดินเล่นในสวนตามใจชอบ หรือจะออกไปวิ่งข้างนอกก็ตามแต่ใจเจ้าเถิด”
เจ้าม้าไม่ได้ส่งเสียงขานรับ เพียงแต่เหลียวซ้ายแลขวา ใช้ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นสำรวจไปทั่วลาน
ส่วนซ่งโหยวก็ค่อยๆ เดินดูห้องหับทีละห้อง
เยี่ยซินหรงคงจะใช้ชีวิตรอนแรมไปกับเรือ ใจหนึ่งก็ปรารถนาจะเก็บเรือนหลังเดิมที่หยางตูเอาไว้ แต่อีกใจก็ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายทำเรือนผุพังเสียหาย ภายในบ้านนอกจากเครื่องเรือนเก่าแก่ที่ตกทอดมาแต่ปางก่อนซึ่งถูกดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดีแล้ว เขาก็เพียงแค่คอยระวังมิให้วัชพืชขึ้นรกจนคนเข้าใจว่าเป็นบ้านร้าง และคอยซ่อมแซมมิให้หลังคารั่วจนบ้านเสียหาย ส่วนข้าวของอย่างอื่นนั้นแทบจะไม่มีสิ่งใดเลย
ทว่ายังมีกระทะเหล็กอยู่ใบหนึ่ง แต่มันขึ้นสนิมจนกลายเป็นสีเหลืองเขรอะไปหมดแล้ว
ซ่งโหยวหยิบกระทะออกมาขัดล้าง ส่วนแม่นางสามสีก็แปลงร่างเป็นมนุษย์ ถือไม้กวาดสูงเกือบเท่าตัวนาง คอยปัดกวาดฝุ่นผงตามห้องต่างๆ อย่างขะมักเขม้น
ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้นเป็นพักๆ ยามเหลือบมองไปโดยมิได้ตั้ง