ท่านเก็บมะเขือเปรี้ยวเสร็จแล้วก็รีบลงเขาไปเถิด”
“เอาอย่างนั้นก็ได้”
ชายชราทอดถอนใจพลางส่ายหน้าไปมา ไม่กล่าวสิ่งใดต่ออีก เขาเพียงก้มหน้าก้มตาเก็บผลมะเขือใส่ชายเสื้อจนเต็มแล้วเดินลงเขาไป
เมื่อซ่งโหยวหันกลับมา ก็พบเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสีนั่งย่อตัวอยู่ข้างเตาไฟ ร่างเล็กจ้อยนั้นเงยหน้าจ้องเขาตาเขม็ง ขณะเดียวกันก็มีไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากหม้อใบเล็ก
“ข้าวต้มสุกแล้ว”
“ขอบใจแม่นางสามสีมาก”
“ไม่เป็นไร!”
ซ่งโหยวนั่งขัดสมาธิลง ตักข้าวต้มขึ้นมาถ้วยหนึ่ง กลายเป็นอาหารมื้อเที่ยงริมทางของวันนี้
ในข้าวต้มมีปลาแห้งผสมอยู่ รสชาติจึงไม่จืดชืดนัก
เพียงชั่วครู่ พลันมีเสียงเครื่องสังคีตดังแว่วมา
ซ่งโหยวถือถ้วยข้าวต้มที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งพลางทอดสายตามองไปตามถนนหลวง เห็นคนตีกลองเป่าขลุ่ยกลุ่มหนึ่งตรงหัวโค้งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เบื้องหลังมีคนแบกโต๊ะเครื่องเซ่น และมีคนจูงเครื่องสังเวยมาด้วย เป็นวัว แพะ ม้า หมู สุนัขและไก่ ครบถ้วนตามที่ชายชรากล่าวไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ทุกตัวล้วนมีผ้าแดงผูกไว้ที่ตัว
กลุ่มคนเหล่านั้นเห็นนักพรตหยุดพักอยู่ข้างทางก็ดูจะประหลาดใจอยู่บ้าง บางคนมองไปที่ฝักข้าวนางแอ่นข้างถุงสัมภาระแล้วขมวดคิ้ว ทว่าฝีเท้ากลับไม่ได้หยุดนิ่ง และไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับเขา
“เห็นทีต้องขอแรงจากแม่นางสามสีเสียหน่อยแล้ว”
ซ่งโหยวหันไปกระซิบกับเด็กหญิงตัวน้อย
“หืม ให้ช่วยอะไรหรือ” เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ จ้องมองเขาพลาง