เป็นเจ้าเท่านั้น
ทว่าในเมื่อพระผู้เป็นเจ้าเลือกจะขัดขวาง แถมยังทุ่มเทแรงอย่างถึงที่สุด
นั่นก็แสดงว่าความอัศจรรย์พื้นฐานของเพลิงบนสวรรค์ย่อมมีความหวังที่จะพลิกผันทุกสิ่ง ขอเพียงตนสามารถพิสูจน์มันได้สำเร็จ พระผู้เป็นเจ้าก็อาจไร้หนทางจะจัดการตน!
เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่ง
ถัดไปก็คือวิธีการ ลวี่หยางตรึกตรองไปมา ในที่สุดก็เห็นว่าเรื่องนี้คงต้องพึ่งพาอยู่กับระดับความโปรดปรานที่เพลิงบนสวรรค์มีต่อตน
‘จากระดับในตอนนี้ ก็ถือเป็นขีดจำกัดแล้ว’
‘เพลิงบนสวรรค์ มิได้ต่อต้านข้าที่แสร้งถือครอง ถึงขั้นยอมให้ข้าใช้ ภาพลักษณ์แห่งตำแหน่งมรรคผล ของมันได้ ทว่าหากต้องการให้ข้าใช้งาน ความอัศจรรย์พื้นฐาน ของมันกลับมิอาจกระทำได้’
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว ก็ยังโปรดปรานไม่พอ
และหากไล่ดูสาเหตุ จริงๆ ก็ชัดเจนยิ่งนัก แม้ลวี่หยางจะสามารถควบคุมใต้หล้ามาได้ ทว่าโดยพื้นฐานแล้วยังอยู่ในขอบเขตวางรากฐาน หาได้แตะต้องมรรคผลโอสถทองคำไม่
หากสามารถก้าวข้ามขึ้นไปอีกขั้นเล่า?
หากแม้แต่จวินขั้นมรรคผลโอสถทองคำยังยอมศิโรราบ เช่นนั้นด้วยเหตุและผลอันมหาศาลของเจินจวินขั้นโอสถทองคำนั้น จะสามารถใช้เป็นสื่อแลกเปลี่ยนเพื่อให้ตนได้รับความโปรดปรานจากเพลิงบนสวรรค์มากยิ่งขึ้นได้หรือไม่?
ลวี่หยางไม่อาจรู้
แต่เขาจะลองดู
‘สี่คนแสวงหาโอสถทองคำ ตัวการของการแสวงหาโอสถทองคำไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย ต่อให้เพิ่มขึ้นอีกสี่เจินจวินขั้นโอสถทองคำ ก็ยังเปลี่ยนแปลงความเ