ี่ก็ตอบสนองความปรารถนาของข้าที่ได้แล้ว ตอนนั้นข้าคิดว่าที่นี่ทุรกันดารก็ถือเป็นเรื่องดี จะได้มิมีคนดูถูกดูแคลนมากนัก ทว่านึกไม่ถึงว่าเมื่อมาถึงที่นี่ แม้ชนพื้นเมืองจะไม่รู้เรื่องการแต่งตั้งขุนนางนัก แต่เหล่าขุนนางชั้นผู้น้อยทั้งหลายกลับชิงชังข้า ชนพื้นเมืองจึงพลอยดูแคลนข้าตามพวกคนพูดจายุยงเหล่านั้นไปด้วย” ผู้พิพากษาหลู่เริ่มมีอาการเมามาย ศีรษะของเขาเริ่มโคลงไปมา “ผู้แซ่หลู่ไม่มีหนทางอื่น จึงได้แต่ตั้งใจสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเข้า”
“ดูท่าท่านจะทำสำเร็จแล้ว”
“ฮ่าๆ ข้าก็ทำมาตั้งหลายปีนี่นะ ถือว่าไม่เสียแรงเปล่า พอจะกู้ชื่อเสียงกลับมาได้บ้าง”
“จะแต่งตั้งด้วยวิธีใด หากทำเพื่อราษฎร ย่อมถือว่าเป็นขุนนางที่ดี”
“คำนี้ข้าต้องขอคารวะคุณชายสักจอก”
ผู้พิพากษาหลู่ยกจอกสุราขึ้นชนกับเขาในทันที เคี้ยวหางหมูย่างเป็นกับแกล้มไปพลาง ก่อนจะกล่าวต่อ “เสียดายนักที่อากาศที่นี่ร้อนเกินไป แม้จะมีที่ดินว่างเปล่ามหาศาล และมีท้องทะเลอันเป็นดั่งคลังสมบัติไร้ก้นบึ้ง หลายปีมานี้ข้าต้องยอมลดตัวลงต่ำเพื่อเชิญเหล่าขบวนพ่อค้าคาระวานมาเยือน ทว่าผู้คนในอำเภอหลานอันนี้กลับมีน้อยนิดเหลือเกิน มีที่ดิน มีนโยบาย แต่กลับไร้ผู้คนมาขับเคลื่อน…”
ผู้พิพากษาหลู่ส่ายหน้าด้วยความเสียดายยิ่ง
“ท่านช่างมีปณิธานอันกว้างไกล”
“มีปณิธานแล้วอย่างไรเล่า ตำแหน่งขุนนางนี้ ข้าจะรักษาไว้ได้มั่นคงต่อไปหรือไม่ก็ยังมิอาจรู้” ผู้พิพากษาหล