็มไปหมด
ภูเขาแถบนี้ไม่สูงนัก แต่แน่นขนัด ต้องปีนขึ้นลงอยู่ตลอด ทางก็ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อและเศษหินปนหญ้ารก ยากแก่การเดินยิ่งนัก
เดินได้ครึ่งวันก็ต้องเปลี่ยนเป็นเดินไปตามทางเล็กๆ ยิ่งลำบากกว่าเดิม จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนมักจะพูดกันว่า เส้นทางในแคว้นเฟิงโจวและจือจวิ้นนั้นเดินทางลำบากที่สุด
โชคดีที่ทางนี้เคยมีขบวนขนเสบียงผ่าน ไม่มีหนามรกขวางอยู่ ส่วนหญ้าที่เห็นสูงท่วมหัวนั้น คงเพิ่งงอกขึ้นเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ทำให้หาทางยากขึ้นกว่าเดิม
ซ่งโหยวเดินอย่างระมัดระวัง
นกนางแอ่นก็คอยช่วยสอดส่องทาง
แต่หญ้าในหุบเขานี้ช่างหนาทึบ ป่าไม้ก็รกชัฏ ทางเล็กๆ ซับซ้อนวกวน แม้จะระวังเพียงใด สุดท้ายพวกเขาก็เดินหลงไปโดยไม่รู้ตัว ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าออกนอกเส้นทางมาไกลเท่าไรแล้ว
โชคดีที่ฟ้าเริ่มมืด ซ่งโหยวจึงเลือกนอนพักบนที่ราบเล็กๆ แห่งหนึ่งแทน
“คุณชาย…”
นกนางแอ่นบินลงมาเกาะที่กิ่งไม้ใกล้ๆ ก้มหน้าเอ่ยเสียงเบา “เป็นเพราะข้าหาทางผิด…”
“อย่าได้โทษตัวเองเลย” ซ่งโหยวกล่าวอย่างอ่อนโยน “เจ้าติดตามข้ามาแรมปี ช่วยนำทางและหาน้ำให้ข้า ไม่รู้ประหยัดเวลาให้ข้าไปมากเพียงใด ทั้งที่นั่นมิใช่หน้าที่ของเจ้าเลย หากจะว่ากันจริงๆ ต้องเป็นข้าที่ควรขอบคุณเจ้าไม่รู้เท่าไร ที่ผ่านมาแค่พลาดเพียงนิดเท่านั้น เจ้าเอ่ยเช่นนี้ กลับทำให้ข้ารู้สึกละอายเสียอีก”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”
“ต่อไปก็อย่าพูดเช่นนี้อีก” ซ่งโหยวกล่าว “ต้องรู้