จือจวิ้นนั้นช่างกันดารสิ้นดี
แม้จะอยู่ในเขตแดนแคว้นเฟิงโจวแล้วก็ตาม แต่ยิ่งเดินทางเข้าไปใกล้จือจวิ้นมากเท่าไร ครั้นลองถามผู้คนตามทางกลับแทบไม่มีใครรู้จักเลย ถึงรู้จักก็เพียงพอระบุทิศทางคร่าวๆ หาได้รู้แน่ชัดว่าต้องไปอย่างไร
สองข้างทางไม่มีแม้หินบอกทาง สร้างความลำบากใจให้เจ้านกนางแอ่นนัก ทุกครั้งจะไปถามทางก็ต้องชั่งใจอยู่นาน คิดทบทวนในหัวอยู่หลายรอบ กว่าจะตัดสินใจเอ่ยถามออกไปได้แต่ละคำก็ต้องภาวนาให้ถามถูกคน
ทว่าการเดินทางก็ยังดำเนินต่อไป
ถนนสายหลักไม่มีทางไปแล้ว จึงต้องเปลี่ยนไปทางน้ำแทน โชคดีที่ล่องเรือไปไม่กี่ลี้ก็จะถึงจุดหมายแล้ว
สาวใช้จึงให้สารถีขับรถม้าไปอีกทาง ให้ไปรออยู่ที่เหยาโจวก่อน ส่วนคนที่เหลือก็คอยอยู่ที่ท่าน้ำถึงสองวัน กว่าจะมีเรือชาวประมงผ่านมา
เสียค่าเรือไปไม่กี่สิบเหวินเท่านั้น
ซ่งโหยวพาม้าขึ้นเรือไปด้วย ล่องลอยตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆ
สองฝั่งล้วนเป็นภูเขาเตี้ยปกคลุมด้วยพรรณไม้รกครึ้ม ไร้ซึ่งทิวทัศน์งดงามให้เชยชม จะเทียบกับทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำหลิ่วเจียงก็มิได้ ทว่าหากมองไปในน้ำกลับเห็นว่าแม่น้ำอิ่นเจียงนั้นกว้างและลึกกว่ามาก สีเขียวเข้มจนเกือบดำ หากเป็นวันฟ้าใส จะดูเป็นสีเขียวอมฟ้าเพราะแสงสะท้อน ทว่ายามฟ้าครึ้มก็ดูลึกลับมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ซ่งโหยวยืนอยู่ริมกราบเรือ ทอดมองผืนน้ำอยู่ครู่ใหญ่
เบื้องซ้ายเป็นม้าคู่ใจ เบื้องขวาเป็นแมวตัวน้อยที่คอยเกาะขอบเรือมองลงไปในน้ำ ราวกับอย