กดิ์ศรีแน่นอน!”
“…”
ซ่งโหยวสบตาเทพสายฟ้าตรงหน้า แล้วค้อมศีรษะลง
“ขอบคุณท่านมาก”
ก่อนจะกล่าวต่ออย่างไม่คิดปิดบัง “หากวันใดท่านสืบได้ความแล้วเกรงจะเกิดปัญหาขึ้น ย่อมบอกข้าได้เสมอ เรื่องเช่นนี้เทพและมนุษย์ล้วนแตกต่าง ฟ้าดินล้วนมีขอบเขต หากเกิดปัญหาขึ้น…”
ชายหนุ่มยกยิ้มเบาบาง “ข้าย่อมไม่เกรงกลัวอันใด”
“อารามฝูหลงได้รับความเมตตาจากสรวงสวรรค์ มีสิ่งใดต้องหวั่นเกรง!” โจวเหลยกงเหลือบตามองเขาอย่างเย็นชา “หากไม่มีเรื่องอื่น ข้าจะไปแล้ว!”
“หากมีโอกาสพบกันอีก ข้าจะจุดธูปให้ท่านแน่นอน”
“ฮึ!”
โจวเหลยกงแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะนั่งตัวตรงกลางหมอกขาว แหงนหน้าขึ้นด้วยท่าทีอันองอาจ ดุจรูปเคารพบนแท่นบูชาในศาลเจ้า
ฟิ้ว…
สายลมพัดผ่าน หมอกควันพลันจาง
ซ่งโหยวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมลง คอยครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
โจวเหลยกงพูดถูกแล้ว เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เป็นภัยธรรมชาติ เป็นกรรมลิขิต หรือเป็นเจตนาสวรรค์ที่ไม่อาจฝืนได้ อีกทั้งเวลาที่ผ่านมาก็ยาวนานเกินกว่าจะสืบให้ชัด
แม้แต่เหตุเพลิงไหม้ที่โถงจี้ซื่อเมื่อสองปีก่อน ก็ยากจะสืบสาวให้กระจ่างแล้ว…
บ้านเรือน