“มีเรื่องหนึ่งจำต้องเรียนคุณชาย”
“เรื่องใดหรือ”
“นับแต่คุณชายจากไป บ้านที่ท่านเคยพำนักก็ถูกปล่อยทิ้งไว้มิให้ผู้ใดเข้าอยู่ ข้าวของด้านใน ล้วนยังคงเดิม มิได้เคลื่อนย้ายสิ่งใด”
“อ้อ”
“หาใช่เพราะข้ามีความดีความชอบอันใดหรอก คุณชายอย่าได้ถามถึงข้าเลย” แม่ทัพเฉินยิ้ม “หากอยากรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้เอ่ยปากสั่งการไม่ให้ใครอื่นแตะต้องบ้านหลังนั้น เกรงว่าคงต้องถามเจ้าหน้าที่หน่วยงานบ้านเรือนประจำเมืองฝั่งตะวันตกถึงจะรู้แน่ชัด”
“ที่แท้เป็นเช่นนั้นเอง…”
ซ่งโหยวเข้าใจแล้ว
“หากคุณชายยังคิดจะกลับไปบ้านหลังเดิม ก็กลับไปได้ เพียงแต่คงต้องลำบากจัดการทำความสะอาดสักหน่อย แต่หากอยากเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ข้าก็ยังมีจวนที่ฝ่าบาทเคยพระราชทานให้ว่างอยู่”
“ขอบคุณน้ำใจของท่านมาก เพียงแต่ข้ากับแม่นางสามสีก็คุ้นชินกับบ้านหลังนั้นแล้ว โดยเฉพาะแม่นางสามสี ระหว่างเดินทางมายังบอกว่าชอบที่นั่นอยู่เลย”
แม่ทัพเฉินฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มรับ ก่อนจะยกจอกสุราขึ้น
“หลังงานเลี้ยงข้าจะให้คนไปส่งท่าน”
“ได้”
ทั้งสองจึงยังคงกินดื่มสนทนาต่อ
ครั้นมื้อเย็นสิ้นลง เหลืออาหารอยู่มากนัก นักพรตเห็นแล้วเสียดาย จึงให้ลูกจ้างห่ออาหารสักสองสามอย่างที่แม่นางสามสีชอบกลับไป แล้วขอเนื้อแล่บางจากหลังครัวเพิ่มอีกนิด จึงค่อยก้าวออกจากภัตตาคาร
เพียงก้าวมาถึงหน้าประตู เขาก็หยุดยืนอยู่พักหนึ่ง
ที่นี่คือเขตคับคั่งที่สุดของนครฉางจิง
ฟ้ามืดสนิทแล้ว ทว่าถนนยังมีผู