เสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังระงมไปทั่ว เสียงแห่งความทุกข์โศกปกคลุมทั่วหล้า
นักพรตเดินลัดเลาะทุ่งนาเข้าสู่ตัวอำเภอ ไต่ถามขุนนางในเมืองถึงเหตุการณ์โดยละเอียด แม้ทางการจะพอมีมาตรการและพยายามจัดการแก้ไขอยู่บ้าง แต่เพียงพอต่อการรับมือภัยพิบัติเล็กน้อยเท่านั้น ครั้นเผชิญมหันตภัยใหญ่หลวงเช่นนี้ ก็กลับสิ้นหนทางไร้กำลัง
สำหรับชนชั้นสูงหรือขุนนางผู้มั่งคั่ง ก็ยังพอทอดถอนหายใจกับภัยพิบัติเช่นนี้ได้บ้าง แต่กับราษฎรผู้ยากไร้ กลับสูญสิ้นหนทางต่อกรกับฟ้าดิน ได้แต่ร้องไห้โอดครวญระบายความทุกข์ สุดท้ายแล้วจำต้องก้มหน้ากล้ำกลืนฝืนทนไป จนกว่าจะไม่อาจเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมาได้อีก
นึกภาพออกได้ไม่ยาก หลังจากวิกฤตตั๊กแตนนี้ผ่านไป หากไร้ซึ่งทางการคอยบรรเทาทุกข์ ก็คงมีแต่ผู้คนอดอยากล้มตายเกลื่อนกลาด และเสียงคร่ำครวญโทษฟ้าดินดังไม่ขาดสาย
ทางตอนเหนือของอำเภอจี๋เยี่ยนคือพื้นที่ประสบภัยรุนแรงที่สุด นักพรตเข้ามาทางทิศใต้ ผ่านตัวเมืองแล้วจึงมุ่งหน้าต่อไปทางเหนือ สู่สถานที่ดังกล่าว
เสียงกระดิ่งม้าดังกังวานเป็นจังหวะ
กระทั่งล่วงเข้าสู่ยามบ่าย แม่นางสามสีซุกตัวอยู่ในย่ามบนหลังม้า แกว่งไกวไปตามจังหวะก้าวเดิน คอยยื่นหัวเล็กๆ ออกมาสอดส่องมองไปข้างหน้า
พลันมีตั๊กแตนตัวหนึ่งบินผ่านมา
ฟึ่บ!
แมวสามสีสะบัดกรงเล็บว่องไวปานสายฟ้า จับตั๊กแตนตัวนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆ แล้วแหงนหน้ามองหานกนางแอ่น แต่ไม่เห็นเงา จึงปล