จากปลายฤดูร้อนล่วงเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วง เป็นช่วงเวลาที่อากาศร้อนระอุที่สุด
ซ่งโหยวเดินทางมาจากจ้าวโจวและหานโจว แม้จะเป็นกลางฤดูร้อน ทว่าแต่ละแห่งที่เขาผ่านมากลับไม่ค่อยร้อนนัก ตลอดทางล้วนได้สัมผัสกับอากาศเย็นสบายพอเหมาะ กระทั่งก้าวเข้าสู่กวงโจว อากาศจึงเริ่มร้อนขึ้นทุกที
ข้อดีก็คือผู้คนหนาแน่นขึ้น บ้านเมืองเจริญขึ้นมาก ระหว่างเดินทางหากจะหาเสบียงหรือที่พักก็สะดวกขึ้น
ไม่จำเป็นต้องทำอาหารหาน้ำกินเอง เพราะตลอดเส้นทาง ทุกๆ สิบกว่าลี้มักมีร้านน้ำชาข้างทาง ขายทน้ำชาพร้อมทั้งหมั่นโถวหรือติ่มซำเล็กน้อยพอประทังหิว หากบังเอิญเจอร้านขายเกี๊ยวน้ำหรือทังปิ่ง ย่อมถือว่าวันนั้นโชคดีมากทีเดียว อากาศเช่นนี้ หากฝนไม่ตกก็แค่หาพื้นที่ราบปูผ้า ก็นอนหลับสบายได้ทั้งคืน ได้ชมท้องฟ้าใสกระจ่าง เต็มไปด้วยดวงดาราพร่างพราว อันเป็นทัศนียภาพเฉพาะของยุคสมัยนี้ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ได้พักแรมในวัดวาอาราม ได้สนทนากับเหล่านักพเนจรจนฟ้าสาง
บรรยากาศชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งแรกที่ลงจากเขา ออกเดินทางไปทั่วอี้โจว ตอนนั้นก็เป็นช่วงฤดูร้อนย่างฤดูใบไม้ร่วงเช่นกัน
หากแต่บัดนี้ซ่งโหยวหาใช่คนเดิมอีกต่อไป
ประสบการณ์ล้วนต่างออกไปจากวันวานมากนัก
บนถนนหลวงมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มสองข้างทาง แสงอาทิตย์ส่องผ่านกิ่งใบสะท้อนเป็นจุดแสงเลือนรางบนพื้นดิน ชายหนุ่ม แมว และม้าเดินผ่านม่านแสงแดดวูบไหวดุจภาพฝัน
ผู้คนสัญจรไปมาไม่น้อย มีทั้งพ่อค้าคาราวา