น เจ้าหน้าที่ส่งสาร หรือแม้แต่ชาวยุทธ์พเนจร แม้ไม่ถึงขั้นแน่นขนัด แต่เดินไปสักพักก็จะได้พบคนกลุ่มใหม่ เสียงกระดิ่งบนหลังล่อเคล้าไปกับเสียงกีบม้า พร้อมเสียงตวาดบังคับสัตว์และเสียงสูดจมูกฮึดฮัดเป็นระยะ
ระหว่างที่เดิน ซ่งโหยวพลันได้ยินเสียงใสแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง
“มีคนอยู่ตรงนั้น…”
เป็นเสียงเด็กชัดเจน
ซ่งโหยวหันไปเห็นกลุ่มชาวยุทธ์จูงล่อมา โดยมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังล่อ เป็นเจ้าของเสียงเรียกเมื่อครู่นั่นเอง
ผู้ใหญ่ที่จูงล่อหันไปถลึงตาใส่เด็กชาย ราวจะปรามไม่ให้เอะอะหรือก่อเรื่องเดือดร้อน ทั้งเกรงว่าหากไปรบกวนซ่งโหยวเข้าจะเกิดเรื่องขึ้น
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
“พวกท่านจะไปที่ใดหรือ”
“ไปเขาอู้ซานน่ะท่าน”
“ไปเขาอู้ซานเช่นกันหรือ”
“คุณชายเองก็ด้วยหรือ”
“ใช่แล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งโหยวพลันสดใสขึ้นบ้าง
เขากวาดตามอง เห็นว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นต่างพกกระบี่กระบอง ดูแล้วคงเป็นกลุ่มชาวยุทธ์พเนจร เกือบทุกคนจูงล่อมาด้วย หากมีสองคนจูงล่อตัวเดียวก็มักเป็นสามีภรรยากัน บนหลังล่อมีเด็กน้อยนั่งอยู่เป็นแถว ส่วนมากเป็นเด็กชาย ล้วนอยู่ในวัยเหมาะแก่การฝึกวิชา
ได้ข่าวว่าซูอี้ฝานตั้งสำนักใหม่บนเขาอู้ซานแห่งกวงโจว เหตุผลก็เพื่อสืบทอดวิชากระบี่ประจำตระกูล ไม่ให้วิถีแห่งกระบี่ฟ้าคำรนที่ตนเพิ่งบรรลุสูญสิ้นไป
เขาคือยอดฝีมือแห่งยุค เป็นดั่งปรมาจารย์กระบี่ซึ่งยังมีลมหายใจอยู่
ครั้นประกาศก่อต