“อมิตาภพุทธะ!” *(ชื่อของพระพุทธเจ้า นิกายสุขาวดี นับถือในพวกมหายาน)
เสียงนี้…คือสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์เทียมมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งหงเทียนถึงกับนิ่งงัน ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าถ้อยคำทั้งสี่นี้มีความหมายแท้จริงเช่นไร
ทว่าในชั่วพริบตาถัดมา…เขาก็เกิดความรู้สึกถึงเหตุและผล
และมิใช่เพียงเขาเท่านั้น แม้แต่เจินจวินระดับโอสถทองคำทั้งหลาย ตลอดจนลวี่หยาง และเจินเหรินขั้นวางรากฐานทุกผู้ที่สามารถสัมผัสการแปรผันแห่งเหตุผล ต่างก็ขยับใจพร้อมกัน
‘กำลังจะมา’
‘บางสิ่งบางอย่าง…กำลังจะมา’
เหตุและผลอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจกล่าวถึง ไม่อาจคาดเดา กำลังหลั่งลงมาจากสถานที่เร้นลับเกินหยั่งรู้ และในห้วงเวลานั้น นามของเหตุผลนี้ก็ฉายชัดขึ้นในทะเลแห่งจิตสำนึกของทุกผู้คน
จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต
ลวี่หยางยืนอยู่บนแท่นสูง แหงนมองทั่วหล้า เห็นเพียงมวลชนทั้งปวงเจินเหรินขั้นวางรากฐานล้วนแสดงใบหน้าว่างเปล่า พร้อมกล่าวคำหนึ่งออกมาพร้อมกัน:
“พระพุทธเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ทรงบรรลุธรรมในกาลอันยาวนานนับอสงไขยกัปป์ เพียงเพราะเหตุและปัจจัยอันยิ่งใหญ่ประการเดียว ปรารถนาที่จะให้สรรพสัตว์ได้เปิดซึ่งพุทธปัญญา เพื่อให้ได้ซึ่งความบริสุทธิ์ จึงได้ปรากฏกายสู่โลก…”
ในเสียงสดุดีที่ดังกระหึ่มทั่วฟ้าดินนั้น ณ เรือนเงียบสงบแห่งหนึ่งในนครหลวงของราชสำนักเซียน ก็เห็นฟ้าดินแปรเปลี่ยนเป็นภาพลักษณ์ แสดงออกเป็นช้างขาวหกงาคาบดอกบั