ับนักพรตที่ยืนอยู่ไกลโพ้น
ซ่งโหยวยืนนิ่ง เขาเพียงเงยหน้ามอง ไม่คิดจะติดตามไป
แมวและนกก็เช่นกัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว นกศักดิ์สิทธิ์สยายปีกอีกครั้ง แล้วบินหายไปทางทิศเหนือ ทิ้งไว้เพียงประกายแสงสีฟ้าคราม คล้ายผ้าแพรบางกลางท้องนภายามราตรี
“เหมียว……”
แมวกับนกเพิ่งได้สติ ต่างเบนสายตากลับมา ล้วนหันไปมองนักพรตด้วยแววตาอันแฝงไปด้วยความตื่นตะลึง ซ่งโหยวยังคงมองไปในทิศทางนั้น ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงเผยรอยยิ้มออกมา สูดหายใจเข้าเต็มอก แล้วออกเดินทางต่อ
“ไปเถิด”
“พวกเรายังจะไปหาต้นไม้นั้นอยู่หรือไม่”
“ไม่ต้องแล้ว”
“หือ”
แมวน้อยเอียงคอ มองเขาด้วยความงุนงง
นกนางแอ่นก็ลอบมองเช่นกัน
แม้มิรู้ว่านักพรตกับนกปาเกอมีความสัมพันธ์เช่นไร หรือเนื้อหาของจดหมายนั่นคืออะไร แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ตั้งแต่นกปาเกอส่งจดหมายแล้วจากไป ใจคอของเขาก็ดูจะหม่นหมองลง และแม้มิรู้ว่าเขาได้เห็นหรือได้สัมผัสสิ่งใดจากนกศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับเห็นได้ชัดว่า หลังมันบินหายไป ใจของเขากลับเปิดกว้างผ่อนคลายขึ้นมาก
เสียงกีบม้าดังก้องเคล้าเสียงกระดิ่ง
คน แมว และม้าเดินลึกเข้าไปในป่าต้นชิงถงสูงเสียดฟ้า ร่างเล็กจ้อยราวมดดิน ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ราวกับว่าการได้พบเจอนกศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้เป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่และงดงามดั่งความฝัน
การได้ดำรงอยู่บนโลกปุถุชน ได้พบปะผู้คนมากมายก็ไม่ต่างไปจากนี้เลย
……………