บ กระเป๋าตังค์ผมโดนขโมย!”
เสียงชายหนุ่มไม่ดังมาก แต่เพราะความร้อนรนทำให้เสียงแหลมสูง
“เมื่อกี้นี้เอง ตอนขึ้นรถ! คนเบียดกัน แล้วมันก็หายไปเลย!”
เขาพูดไปทำไม้ทำมือประกอบไป
พนักงานรถไฟเป็นผู้หญิงวัยสามสิบกว่า สีหน้ามีความเยือกเย็นแบบมืออาชีพปนความชินชา
“รู้ตัวตอนไหน?”
“เมื่อกี้นี้! พอล้วงกระเป๋าก็ว่างเปล่าแล้ว!”
ไม่นาน ตำรวจรถไฟก็มาถึง
ตำรวจเป็นชายวัยกลางคน ตัวไม่สูงแต่ล่ำสัน ผิวคล้ำ หน้าตาเคร่งขรึม
เขาถามคำถามง่ายๆ สองสามข้อ
“ในกระเป๋ามีอะไรบ้าง?”
“มี… เงินสดสองพันกว่า แล้วก็บัตรธนาคาร” เสียงชายหนุ่มเต็มไปด้วยความหดหู่
“บัตรประชาชนล่ะ? ตั๋วรถไฟ?” ตำรวจถามต่อ
“บัตรประชาชนยังอยู่ อยู่ในกระเป๋าเสื้อ ไม่ได้รวมกับกระเป๋าตังค์ ตั๋ว… ตั๋วก็อยู่” ชายหนุ่มรีบตอบเหมือนคว้าฟางเส้นสุดท้าย
ตำรวจพยักหน้า สีหน้าไม่เปลี่ยน
“เงิน น่าจะไม่ได้คืนแล้วล่ะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงบอกเล่าความจริง
“ขโมยได้เงินแล้วก็จะทิ้งกระเป๋า บนรถคนเข้าออกเยอะแยะ ตรวจสอบไม่ได้หรอก”
“แล้ว… แล้วทำยังไงดี? แจ้งความได้ไหม?” ชายหนุ่มยังไม่ยอมตัดใจ
“ได้ ผมจะลงบันทึกประจำวันให้ ถึงสถานีหน้าคุณลงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจรถไฟเพื่อเปิดคดีอย่างเป็นทางการได้ แต่บอกตามตรงนะ ความหวังริบหรี่”
ตำรวจพูดพลางหยิบสมุดกับปากกาออกมาจากกระเป๋าคาดเอว
ผู้โดยสารรอบข้างเริ่มมุงดู ซุบซิบกัน
“จุ๊ๆ ซวยชะมัด”
“ปิดเทอมหน้าร้อนคนเยอะ ขโมยก็ชุม ออกจากบ้านต้องระ