ม่โกรธ แค่ยิ้มขำๆ
คันที่สอง พอได้ยินสถานที่ก็ส่ายหัว ขับหนีไปเลย
นี่แหละปี 2008
ไม่มีแอปเรียกรถ ไม่มีขู่จะให้ดาว แท็กซี่คือพระเจ้า โคตรอินดี้
เขาคิดในใจ รอให้เว็บทำเงินก้อนแรกได้ ปิดเทอมนี้ต้องรีบไปสอบใบขับขี่
ซื้อรถสักคัน ต่อให้เป็นมือสอง ก็ยังดีกว่ามายืนรอเก้อข้างถนนดูสีหน้าคนอื่นแบบนี้
เวลาเป็นต้นทุนที่แพงที่สุด
กำลังคิดอยู่ แท็กซี่คันที่สามก็โยกเยกมาจอดตรงหน้า
รถเก่าหน่อย กันชนมีรอยครูดเป็นทางยาว
“พี่ครับ ถนนซาไจ๋ ไปมั้ย?”
คนขับเป็นชายวัยกลางคนสี่สิบกว่า ผิวเกรียมแดด คาบบุหรี่ พูดเสียงอู้อี้ “ไป ห้าสิบ ไม่กดมิเตอร์”
เซี่ยตงไม่ต่อรอง เปิดประตูขึ้นรถเลย
“ไป”
ทันทีที่ปิดประตู กลิ่นอับชวนเวียนหัวก็ห่อหุ้มตัวเขา
กลิ่นเบาะหนังเทียมตากแดด ผสมกลิ่นเหงื่อสะสม กลิ่นบุหรี่ และกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่เน่าจนดูไม่ออกว่าเป็นกลิ่นอะไร
วินเทจสุดๆ เซี่ยตงคิด กลิ่นออริจินัลแท้ๆ
รถออกตัว กระดึ๊บๆ ไปบนถนน
ไม่มี GPS นำทาง คนขับใช้แค่ประสบการณ์และความจำซิ่งลัดเลาะไปตามเมือง
รถกระเด้งกระดอน ในที่สุดครึ่งชั่วโมงต่อมาก็เลี้ยวเข้าถนนเล็กๆ ในนิคมอุตสาหกรรมที่คุ้นเคย
เซี่ยตงเห็นป้ายโรงงานสีซีดจางของที่บ้านแต่ไกล
จ่ายเงิน ลงรถ
ทันทีที่ผลักประตูออฟฟิศเข้าไป แอร์เย็นฉ่ำก็ปะทะหน้า
ในออฟฟิศมีสามคน
พ่อ เซี่ยเจี้ยนกั๋ว, แม่ โจวอวิ๋นฟาง และหัวหน้าช่าง จางเหว่ยหมิง
ทั้งสามไม่ได้นั่งทำงานเหมือนปกติ แต่ยืนล้อมโต๊ะทำงา