และนึกถึงความเปลี่ยนแปลงราวกับเปลี่ยนร่างใหม่ของลูกชายในช่วงสองวันนี้
เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องคอยจัดแจง คอยเป็นห่วงอีกต่อไปแล้ว
เซี่ยเจี้ยนกั๋วเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้า
“ไปเถอะ”
เขาพูดเสียงเข้ม
“แต่ห้ามเล่นเกม ห้ามโต้รุ่ง ตอนเย็นต้องกลับมากินข้าวที่บ้าน”
“ครับ”
เซี่ยตงยิ้ม
เขารู้ว่า เขาเริ่มได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่บ้างแล้ว
…
เช้าวันรุ่งขึ้น เซี่ยตงตื่นขึ้นมา แสงแดดลอดผ่านม่านที่ปิดไม่สนิทแยงตาพอดี
เขาล้างหน้าแปรงฟันลวกๆ สวมเสื้อยืดเก่าๆ ตัวหนึ่ง แล้วเดินลงมาจากตึก
เจ็ดโมงกว่าในตรอกเล็กๆ ความร้อนยังไม่ระอุมาก อากาศมีกลิ่นดินชื้นๆ ผสมกับกลิ่นซาลาเปานึ่งลอยมาจากที่ไกลๆ
ใจของเซี่ยตงจุกแน่นขึ้นมา เขานึกถึงหวังเผิงเฟยในชาติก่อน หวังเผิงเฟยกับเขาโตมาด้วยกันในตรอกเดียวกัน เรียนห้องเดียวกันมาตั้งแต่อนุบาลยันม.ต้น
แต่เพราะหวังเผิงเฟยหัวไม่ค่อยดี พอขึ้น ม.ปลาย เลยต้องแยกโรงเรียนกัน แต่ความสัมพันธ์ก็ยังเหนียวแน่น สุดท้ายหลังจบ ม.ปลาย อีกฝ่ายก็สอบติดวิทยาลัยอาชีวะในปักกิ่งแบบคาบเส้น เรียนสาขาการตลาด
เรียนจบก็เปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น ขายประกันบ้าง นายหน้าขายบ้านบ้าง เทเลเซลล์บ้าง ดูเหมือนวันๆ เอาแต่คุยโม้กับลูกค้า แต่เงินเดือนตอนสิ้นเดือนแค่พอจ่ายค่าเช่ากับค่ากิน
แต่หมอนี่รักเพื่อนมาก ได้ยินว่าเซี่ยตงลงคอร์สโปรแกรมเมอร์จะไปปักกิ่ง หวังเผิงเฟยก็เสนอให้ไปอยู่ห้องเช่ารูหนูของตัวเองด้วยกัน