ประหยัดค่าเช่าไปได้หลายเดือน
ช่วงนั้นทั้งคู่ชอบนั่งล้อมวงกินถั่วลิสงแกล้มเบียร์ที่โต๊ะเล็กๆ ในห้องเช่า ปากบอกว่า “คราวหน้าปิดจ็อบใหญ่ได้แน่” แต่แววตาซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ไม่มิด
ต่อมาหวังเผิงเฟยอยากทำธุรกิจ หุ้นกับเพื่อนเปิดร้านนายหน้าเล็กๆ ไม่ถึงครึ่งปีก็เจ๊งเพราะเงินทุนหมุนเวียนขาด แถมเป็นหนี้อีกหลายหมื่น ช่วงที่ลำบากที่สุด กินมาม่าก็ต้องคำนวณเงิน แต่ไม่เคยเอ่ยปากยืมเซี่ยตงสักคำ แฟนที่คบกันมาสี่ปีก็เลิกกันไป
เลี้ยวตรงหัวมุมตรอก เซี่ยตงก็เห็นร้านเกม
หน้าร้านมีเงาร่างหนึ่งยืนพิงกำแพง ใส่เสื้อยืดสีขาวโคร่งๆ กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าคอนเวิร์สเน่าๆ กำลังก้มหน้าเขี่ยพื้น มือหมุนมือถือโนเกียรุ่นเก่าเล่น
เซี่ยตงจำได้แม่น นั่นคือหวังเผิงเฟยเวอร์ชันหนุ่มน้อย
หวังเผิงเฟยในความทรงจำ คือชายที่นั่งโต๊ะเล็กๆ ในห้องเช่า บอกเขาว่า “คราวหน้าปิดจ็อบใหญ่แน่” แม้แววตาจะล้า แต่ก็มีความไม่ยอมแพ้
แต่หวังเผิงเฟยตรงหน้า อายุแค่สิบแปด ใบหน้ายังมีความละอ่อน หนวดเคราที่คางโกนไม่เกลี้ยงดูรกๆ สีหน้าไม่ใช่ความเหนื่อยล้า แต่เป็นความเบื่อหน่ายแบบคนไม่มีอะไรทำ
“ไอ้ตง!” หวังเผิงเฟยเงยหน้าเห็นเขา ตาเป็นประกาย ยัดโนเกียใส่กระเป๋า แล้วเดินปรี่เข้ามา
เซี่ยตงยืนนิ่ง มองเพื่อนรักด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“เป็นไรวะ? ทำหน้ายังกะเจอผี” หวังเผิงเฟยสำรวจเพื่อน “งงดิ”
เซี่ยตงส่ายหน้า ยิ้มบางๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
“เข้าไปคุยข้างใน” เขา