นเจิ้นเสียด้วยซ้ําว่า “เจ้าทําเช่นนี้ดีแล้ว! เป็นเจ้านาย ก็ต้องวางมาดให้สมกับที่เป็นเจ้านาย! ยามนี้เจ้าดูแลเรือนทิ้งเทา เรื่องน้อย ใหญ่ล้วนต้องจัดการ จะยอมให้บ่าวไพร่มาขี่คอไม่ได้เด็ดขาด”
“ตอนแรกแม่ก็กังวล เห็นว่าเจ้าเพิ่งแต่งเข้ามา เป็นสตรีออกเรือน ใหม่หน้าบาง ถึงได้ส่งโมลี่ไป ก็เพื่อจะให้ช่วยเจ้าดุมานนั่นแหละ”
นางไม่ลืมที่จะอธิบายถึงเจตนาเดิมที่ส่งสาวใช้ไปให้
นางไม่ใช่แม่ผัวใจแคบที่ทนเห็นผัวเมียรักกันไม่ได้ ยิ่งลูกชายของนาง
มีสภาพแบบนั้น ชาตินี้ได้ลู่เจินเงินที่ไม่ทอดทิ้งมาเป็นภรรยา ก็นับว่าสวรรค์ เมตตาแล้ว
นางไม่กล้าหวังอะไรมากไปกว่านี้!
พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็นึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง “ทุกวันหลังจากไป คารวะฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว เจ้าก็แวะมาหาแม่ที่นี่ มาเรียนรู้งานบ้านงานเรือน การจัดการดูแลบัญชีกับแม่ เรื่องเรือนของเจ้าไม่ต้องพูดถึงหรอก วันหน้า อย่างไรเสียก็ต้องแยกบ้าน ถึงเวลานั้นเจ้าต้องดูแลจัดการทุกอย่างด้วยตัว เอง อีกอย่างเจ้าก็ว่างอยู่แล้ว ยามว่างก็คอยติดตามแม่ ดูให้มากเรียนรู้ให้ มาก วันหน้าต้องรับช่วงต่อจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนทําอะไรไม่ถูก” หลานชื่อจัดการวางแผนให้เสร็จสรรพ ลู่เจินเจิ้นจะว่ากระไรได้?
อีกอย่าง นี่ก็ล้วนเป็นความหวังดีต่อตนเองทั้งสิ้น
ลู่เงินเงินไม่มีประสบการณ์เรื่องการดูแลจัดการที่นาและร้านค้าในยุค
สมัยนี้เลยสักนิต
ได้หลานชื่อคอยชี้แนะสั่งสอน นับเป็นสิ่งที่นางปรารถนาอยู่