แค่ได้ด่าคน เงินเดือน
น้อยหน่อยก็ไม่ว่าหรอก!
ลู่เจินเจินเพิ่งจะคิดเช่นนี้ ฟูจี อี้ก็ลุกขึ้นยืนเสียแล้ว เยาเอ่ยทิ้งท้าย
ด้วยน้ําเสียงเรียบเรื่อยว่า
“หากเจ้าทําผลงานได้ดี เบี้ยหวัดรายเดือนต่อจากนี้จะเพิ่มให้เป็นสอง เท่า ข้าจะควักเงินส่วนตัวสมทบให้เจ้าเอง!”
“ขอบคุณเจ้านาย….เอ้ย….ขอบคุณท่านเจ้าค่ะ! ท่านเก่งกาจที่สุด
ท่านสี่ใจป้าที่สุด!”
ลู่เจินเจินแทบจะหลั่งน้ําตาออกมา ใครจะไปเข้าใจหัวอกนางบ้าง
ชาติก่อนเป็นทาสบริษัทมาตั้งหลายปีไม่เคยเจอเจ้านายดีๆ ทะลุมิติ
มาดันเจอซะงั้น! นี่มันวาสนาของนางชัดๆ
ท่าทางประจบสอพลอของลู่เจินเจิน ทําเอาฟู่จื่ออี้แสบตาทนดูไม่ไหว
เยาเบือนหน้าหนี “พอได้แล้ว ถึงเวลากลับจวนแล้ว”
ผู้อาวุโสในจวนน่าจะรู้ข่าวกันแล้ว พอกลับไปพวกเขายังต้องไป
อธิบายให้พวกท่านฟังอีก
นี่คือเรื่องสําคัญ ลู่เจินเจินรีบหุบยิ้ม ปรับสีหน้าให้ดูล้ารวมเคร่งขรึม ขึ้น เดินตามฟูจืออี๋ออกจากห้องรับรอง
ที่หน้าประตูหอเต๋อเยว่ สาวใช้และผู้ติดตามเตรียมพร้อมรออยู่แล้ว
ทั้งสองขึ้นรถม้า ไม่ต้องรอสั่ง คนขับก็บังคับรถม้ากลับจวนทันที
พอเข้าจวนโหว ฟู่จืออี้ก็ถูกคนของท่านโหวผู้เฒ่ามาเชิญตัวไปทันที
ลู่เจินเจินจึงต้องจ่าใจไปคารวะที่เรือนรุ่ยเชวียนคนเดียว พร้อมกับ
รายงานเรื่องกลับบ้านเดิมในวันนี้
โชคดีที่ในเรือนรุ่ยเชวียนตอนนี้มีแค่ฮูหยินผู้เฒ่าไป กับฮูหยินสาม
หลานชื่ออยู่กันแค่สองคน
พอเห็นลู่เจินเจิน ทั้งสองท่านกว