ภายในห้อง ลู่เจินเจินยังคง ‘อาละวาด’ ต่อไป
“พวกเจ้าคิดว่าที่ย้ากลับมาเยี่ยมบ้านในวันนี้ เพื่อจะมาผูกมิตรญาติดี
กับพวกเจ้า? เพื่อจะมาญาติดีกับพวกเจ้า แสร้งทําเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ก้มหน้าก้มตารับกรรมในจวนโหว คอยเสาะหาผลประโยชน์ให้ครอบ
ครัว ยอมเสียสละตัวเองเพื่อปูทางให้ตระกูลลู่อย่างนั้นหรือ?”
“พวกเจ้า สําคัญตนผิดไปแล้ว นับตั้งแต่ข้าแต่งเข้าจวนโหว ลู่เจินเจินคนเดิมก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ลู่เจินเงินผู้นี้หาได้มีความเกี่ยว ข้องอันใดกับสกุลลู่ หากพวกเจ้ายังพอจะรู้ความอยู่บ้าง บัญชีความแค้นใน อดีตข้าจะไม่เอาความ ทว่านับจากนี้ไปต่างคนต่างอยู่ จนวันตายก็ไม่ต้องมา
เผาผีกัน”
“แต่ถ้ายังคิดว่าข้าจะยอมให้พวกเจ้าบีบเคล้นเชิดเล่นได้ตามใจชอบ
หวังจะเกาะกินเลือดกินเนื้อข้าต่อไป ก็ลองดู! อาศัยฐานะสะใภ้แห่งจวนโหว ในยามนี้ หากจะให้ทําเรื่องอื่นอาจจะไม่ไหว แต่ถ้าจะลากตระกูลลู่ทั้งตระกูล ลงโคลนตม ให้โงหัวไม่ขึ้นไปตลอดชีวิตล่ะก็ นับว่าเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก”
“จงจําคําพูดของข้าในวันนี้ไว้ให้ดี! ได้ยินหรือไม่?”
ลู่เจินเจินยิ้มเหี้ยมพลางตบแก้มหวังซื้อที่หน้าถอดสีเบาๆ แม้มิได้เจ็บ
ปวด แต่หยามเกียรติกันถึงที่สุด หวังชื่อกัดฟันกรอด จ้องมองเด็กสาวตรง หน้าด้วยความหวาดกลัว
เยนยง
นางพบว่า แม้ลู่เจินเจินจะดูเหมือนคนบ้าคลั่งแต่แววตากลับเยือก
เสียงในใจตะโกนบอกนางว่า…. สิ่งที่ลู่เจินเจินลั่นวาจาคือเรื่องจริ