็วรี่เข้าไปในห้อง “เอะอะอะไรกัน! อยู่ดีไม่ว่าดี… เจ้ารอง นี่เจ้าเสีย สติไปแล้วรึ? วันนี้เป็นวันกลับบ้านเดิมแท้ๆ คนทั้งจวนอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าตรู่ มารอรับเจ้า แล้วดูเจ้าทําตัวเข้าสิ กล้าดีอย่างไรมาตะโกนด่าทอแม่ใหญ่ของ เจ้า…. กิริยาเช่นนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน!”
“ทําไม? เจ้าถือดีว่าแต่งงานสูงศักดิ์เข้าจวนโหว แล้วบิดามารดาจะสั่ง
สอนไม่ได้แล้วใช่ไหม?”
ลู่เจินเจินมองดูลู่ชื่อเจี๋ยที่ยังแสร้งวางมาดขึงขัง แล้วแค่นหัวเราะ
“ใช่เจ้าค่ะ บุตรสาวที่ออกเรือนไปแล้วก็เหมือนกับน้ําที่สาดออกไป
[3] นี่ท่านเป็นคนบอกข้าเอง ไม่ใช่หรือ? ถ้าข้าไปอยู่จวนโหวแล้วได้รับความ น้อยเนื้อต่ําใจอะไรก็ให้อดทนไว้เอง อย่าได้นําความเดือดร้อนมาให้บ้านเดิม! อะไรกัน ผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมสิ้นแล้ว?”
ลู่ชื่อเจี้ยหน้าขรึมลง จ้องมองลู่เจินเงินด้วยสายตามืดมน “นี่ปีกกล้า ยาแข็งแล้วสินะ? ไม่เห็นหัวบ้านเดิมแล้วรึ? เจ้าคิดให้ดีๆ นะ แม้เจ้าจะแต่งไป อยู่จวนโหว แต่อี๋เหนียงของเจ้ายังอยู่ที่นี่! เจ้าไม่กลัวว่า…”
เชิงอรรถ
จะเสีย (เท้าเปล่า) ย่อมไม่เกรงกลัวคนที่มีฐานะหรือมีสิ่งที่ตองปก ป้อง (ใส่รองเท้า) เพราะถ้าปะทะกัน คนเท้าเปล่าก็แค่เจ็บตัว แต่ คนใส่รองเท้าอาจเสียทั้งรองเท้าและชื่อเสียง คล้ายสํานวนไทย
ว่า “หมาจนตรอก”
คนแรกเสียชีวิต คนจีนโบราณเปรียบสามีภรรยาเหมือนเสียง ดนตรีที่สอดประสาน (พิณและซอ) หากภรรยาตาย ก็เหมือนสาย พิณขาด สามีจึงต้อง “