ขชั่วชีวิตของน้องสาวไปชดใช้ความ ผิด หรือพวกพี่น้องขี้อิจฉาที่จ้องแต่จะเอาชนะและทนเห็นข้าได้ดีไม่ได้”
“มีคนบ้านเดิมอย่างพวกเจ้า ที่ไม่สนใจความเป็นความตายของข้า ดี แต่คอยเรียกร้องขูดรีดไม่จบไม่สิ้น บีบคั้นให้ข้าต้องไปหาผลประโยชน์จาก จวนโหวมาประเคนให้! เจอแบบนี้เข้าไป หากข้าไม่บ้า แล้วใครจะบ้า! “ “บอกพวกเจ้าไว้ตรงนี้เลยนะ ตั้งแต่วันที่ข้าแต่งเข้าจวนโหว ข้าก็บ้าไป
แล้ว!”
ทั้งในและนอกห้องเงียบสงัดราวป่าช้า
ที่เรือนหน้า
เนื่องจากบรรยากาศการสนทนาฝืดเคืองยิ่งนัก ไม่ว่าทางฝั่งสกุลลู่จะ พินอบพิเทาเอาใจ หรือพยายามสรรหาเรื่องมาคุยเพียงใด แต่เมื่อต้องเผชิญ กับฟูจืออี้ที่ตอบกลับมาเพียงแค่ “อืม” “อา “อ้อ’ หรือบางทีก็ไม่ตอบเลย….
ชื่อเจี้ยก็จนปัญญาจะไปต่อ
เขาขบคิดอยู่นานก็คาดเดาเอาเองว่า ป่านนี้ทางฝั่งฮูหยินน่าจะ
กําราบ’ ลู่เจินเจินจนอยู่หมัดแล้ว
มิสู้พาฟูจืออี้ไปที่เรือนหลัก แล้วอาศัยโอกาสในงานเลี้ยงฉลองการ
กลับมาเยี่ยมบ้าน บีบบังคับลู่เจินเจินกลางโต๊ะอาหารเสียเลยจะดีกว่า
นังเด็กนั่นขี้ขลาดตาขาวและหัวอ่อนเป็นที่สุด ย่อมไม่กล้าขัดความ
ต้องการของเยาเป็นแน่
ถึงเวลานั้นก็ให้นังเด็กนั่นเอ่ยปากอ้อนวอนฟูจืออี้ ต่อหน้าธารกํานัล เช่นนี้ คิดว่าฟู่จืออี้ก็น่าจะยอมไว้หน้าพ่อตาบ้างกระมัง?
ต่อให้ไม่ได้ผล ก็ยังสามารถส่งสัญญาณเตือนนั่งเด็กลู่เจินเจินได้ว่า
พอกลับไปจวนโหวแล้วห้ามลืมตระกูลลู่เด็ดขาด มีเรื่องดีอันใด