ลู่เจินเจินเอ่ยตอบอย่างฉะฉานสมเหตุสมผล
“ท่านย่าเป็นถึงผู้อาวุโสที่น่านับถือเพียงนี้ จะมาถือสาหาความกับ หลานสะใภ้ตัวเล็กๆ ได้อย่างไรเจ้าคะ? ในเมื่อท่านตั้งใจมอบให้ด้วยเมตตา ผู้ น้อยอย่างเราก็เพียงน้อมรับน้ําใจนั้นไว้ด้วยความสบายใจก็พอ ยังมีสิ่งใดน่า
กังวลกัน?”
นางกล่าวพลางส่งยิ้มหวานให้ฮูหยินผู้เฒ่า
“อีกอย่าง หลานสะใภ้ผู้นี้ก็นับว่าเป็น “คนงาม” ผู้หนึ่ง! ท่านย่ามอง หน้าย้าแล้ว จะตัดใจลงโทษย้าได้ลงคอเชียวหรือเจ้าคะ?”
วาจานี้ทําเอาไป๋ชื่อยิ่งเบิกบานใจ หัวเราะชอบใจไม่หยุด
หูซี่ และชุนซี้ ที่ยืนอยู่ข้างๆ เพิ่งจะตั้งสติได้ ต่างพากันนึกเสียดาย และเจ็บใจตนเองนัก พวกนางมัวแต่ตีตนไปก่อนไข้และประเมินสถานการณ์ พลาดไปถนัดใจ คนระดับฮูหยินผู้เฒ่ามีหรือจะมาใส่ใจกับความคิดเล็กคิด น้อยยองพวกนาง?
เมื่อครู่คือการเหน็บแกมสั่งสอนก็จริง แต่การตบท้ายด้วย พุทรา
หวาน [1] ปลอบใจเป็นกลเม็ดที่ฮูหยินผู้เฒ่าใช้เป็นประจําอยู่แล้ว
เพียงแต่หลายปีมานี้ ฮูหยินผู้เฒ่ามักวางตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ค่อย เข้ามาค่อยเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือตําหนิผู้ใด วันนี้จู่ๆ ท่านลุกขึ้นมาจัดการกะทัน หัน เลยทําให้พวกนางทําตัวไม่ถูกจนเสียกิริยา
ในใจนึกเสียดายแทบตาย แต่จําต้องทนฝืนยิ้มต่อไป
หูชื่อรีบปั้นหน้ายิ้มแย้มเข้าไปเลือกปั่นกับชุนซื้อคนละสามชิ้นอย่าง
ว่องไว ส่วนสามชิ้นสุดท้ายที่เหลือก็สั่งให้คนนําไปมอบให้จ้าวชื่อที่เรือน
สะใภ้ทั้งสองมีหรือ