้จะคล้ายคลึงกับโลกปัจจุบัน หากแต่ก็หาใช่สิ่งที่ไร้ความเกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิงไม่
‘มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้น…ถึงจะอธิบายได้ว่าเหตุใดเขาถึงเล่นงานข้าได้ตรงจุดทุกครา ราวกับรู้จักข้าอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเขาเคยผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาแล้วในสถานที่นั้น เพียงแต่เขาก็เหมือนกับนังสตรีผู้นั้น ที่ได้พลังแห่งชะตาฟ้าหนุนส่ง…หรืออาจจะไม่แน่ บางที…อาจมีผู้ใดคอยดึงเขามาที่นี่ก็เป็นได้’
ความคิดยิ่งวกวน ใบหน้าของอั้งเซียวก็ยิ่งเต็มไปด้วยความปวดร้าวรำคาญ
เพราะหากมีผู้มีอำนาจเหนือฟ้าสามารถดึงใครสักคนออกมาจาก “สถานที่นั้น” ได้จริง คนผู้นั้นที่เขานึกถึงได้ก็มีเพียง “บรรพจารย์” ของนิกายตนเท่านั้น ผู้ลึกลับยากหยั่งคาดเดา
ท้ายที่สุดแล้ว ที่นั่นก็คือของต้องห้ามของพระผู้เป็นเจ้า!
แต่ปัญหาก็คือ บรรพจารย์จะดึงใครเช่นนี้ออกมา เพียงเพื่อให้มาต่อต้านเขาไปทำไมกัน? หรือว่าเขามิใช่ศิษย์คนสนิทที่บรรพจารย์ไว้วางใจที่สุดอีกแล้ว? ทั้งที่ในตอนแรก…
‘พอเถอะ!’
อั้งเซียวสะบัดศีรษะหยุดความคิดนั้นในทันที จากนั้นจึงเร่งเร้าอุปสรรคแห่งญาณรู้ลบเลือนความคิดเมื่อครู่ไปอย่างลื่นไหล แล้วพลันหันใจไปอีกทาง
‘ช่างมัน…ช่างมันเถิด’
เขาเงยหน้ามองออกไปนอกดินแดนยมโลก ลางสังหรณ์บอกชัดว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะมา ทว่าหาได้ท้อถอยไม่ กลับเผยรอยยิ้มยียวนขึ้นมาแทน
“นับว่าเจ้าชนะข้าหนหนึ่งก็แล้วกัน…รอจนวันที่เหล่าเจินจวินผู้ยิ่งใหญ่หวนคืนส