เขาล้างหน้าล้างตาก่อนรีบสวมเสื้อคลุมองครักษ์ชุดขาวและขึ้นควบท่าเฉว่ออกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปเพียงลำพัง ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้ หลินมู่อวี่ไม่กังวลว่าจะมีผู้ใดตามมาลอบสังหารตนอีกต่อไป ใครที่คิดทำเช่นนั้นคงเป็นการรนหาที่ตาย
เมื่อเดินทางถึงตำหนักเจ๋อเทียน เขาเห็นเฟิงจี้สิงกำลังขยี้ตาขณะเดินสะลึมสะลือขึ้นบันไดหินจากระยะไกล
“พี่เฟิง!”
หลินมู่อวี่กล่าวออกขณะส่งท่าเฉว่ให้คนรับใช้ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดเสี่ยวอินส่งคนมาเรียกแต่เช้าตรู่เยี่ยงนี้?”
“ข้าก็ไม่รู้ อาจเกิดสงครามขึ้น เข้าไปกันเถิด ”
“อื้ม!”
ไม่นานนักซูมู่หยุน ถังหลานและคนอื่นๆ เข้ามาในโถงหลัก
“เสี่ยวอิน เกิดเหตุอันใดขึ้น?” หลินมู่อวี่เอ่ยถามอย่างร้อนใจ
เมื่อเห็นว่าทุกคนอยู่ที่นี่อย่างพร้อมหน้า ฉินอินจึงกล่าวตอบ “ข้าได้รับสารขนนกจากเมืองหน้าด่านอสูรเมื่อเช้านี้ว่าเกิดสงครามขึ้นในพรมแดนตะวันตกของจักรวรรดิ”
“ตะวันตก…ป่านิรันดร์หรือพ่ะย่ะค่ะ?” เฟิงจี้สิงถามกลับ
ฉินอินพยักหน้าพร้อมกล่าว “ในฤดูใบไม้ผลิที่ขาดสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าเช่นนี้ หลายพื้นที่ต่างต้องเผชิญกับความอดอยาก ทว่าก็ไม่อาจเทียบได้กับความแห้งแล้งในป่านิรันดร์ กระนั้นกลับได้รับร