วงกลายเป็นเพลิงแดงลุกโชติช่วง คลื่นหมอกไฟพลันปั่นป่วนเสมือนมหาคลื่นทะเลโหมกระหน่ำ แบกรับแสงสวรรค์อันเกรียงไกร ก้องด้วยสุรเสียงดุดันโหดเหี้ยม พุ่งเข้ากระแทกตรงมายังท้องพระโรงใหญ่
“ตูม!”
ท่ามกลางสายตาของเหล่าอรหันต์เพ่งมองอยู่ เมฆเพลิงนั้นจึงถล่มลงบนมหาท้องพระโรงสูงเสียดฟ้า ดุจภูผามหึมา ในทันทีก็กระตุ้นให้เกิดแสงแห่งพุทธธรรมและเปลวไฟสีม่วง
“ครึก! ครึก! ครึก!”
ทั้งที่เป็นเพียงหมู่เมฆล่องลอยเลือนราง แต่ยามนี้กลับเสมือนเป็นผืนแผ่นดินแท้จริง หนักหน่วงไร้สิ้นสุด กดทับจนท้องพระโรงใหญ่สะท้านสะเทือนทั้งหลัง
ชั้นแล้วชั้นเล่า แสงพุทธะถักทอรวมเป็นค่ายกล
เปลวเพลิงสีม่วงพุ่งพลุ่งพล่าน หลอมรวมกลายเป็นกำแพงเพลิงล้อมรอบ
เหล่าอรหันต์ทั้งหมดรีบเข้าสู่ตำแหน่ง พากันปรากฏเป็นรูปโฉมต่าง ๆ ทำท่าโกรธ ท่าวัชระ ท่าปราบมาร สำแดงพุทธธรรมนับหมื่น กลับมีรากฐานดุจหนึ่งเดียว รวมตัวกันเป็นแสงแห่งพุทธธรรมเดียวกัน:
“มหาค่ายกลสองภพสิบทิศศูนย์กลางสาวัตถี”
ค่ายกลนี้ เหมือนกับที่ประดิษฐานไว้ ณ ผาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ทะเลเมฆเชื่อมฟ้า ถูกสั่งสมจัดวางโดยพระโพธิสัตว์รุ่นแล้วรุ่นเล่า อยู่ในระดับชั้นสอง ใกล้จะถึงจุดสูงสุดของค่ายกลแล้ว
ทว่าน่าเสียดาย มิมีผู้ใดควบคุมค่ายกล
ต่อให้เป็นค่ายกลหรือสมบัติล้ำค่าที่ทรงพลังเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วก็ยังเป็นเพียงสิ่งภายนอก หากไร้ผู้คุมบังคับปลุกเร้นให้ตื่นขึ้น เผยอำนาจแท้จริง ต่อให้ระดับสูงเพียงไ