นที่ได้รับเชิญ ซึ่งมีหลินมู่อวี่ เฟิงจี้สิง ฉู่เหยา เว่ยโฉว และจางเหว่ย สองคนหลังรู้สึกปีติอย่างมากที่ถูกรับเชิญ เนื่องจากหมายถึงการยอมรับจากจักรพรรดินี ทุกคนต่างรู้ดีว่างานเลี้ยงค่ำคืนนี้มีเพียงคนสนิทของฉินอินเท่านั้น
ภายในตำหนักสว่างไสวด้วยแสงเทียน เหล่าสาวใช้ยกอาหารมาวางบนโต๊ะจนเต็ม
ฉินอินถือจอกหยกพร้อมมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม “อย่าเพิ่งกล่าวสิ่งใด มาดื่มยินดีกันก่อนเถิด”
เฟิงจี้สิงยิ้มรับ “ตกลง…ดื่ม!”
หลังดื่มหมดจอก หลินมู่อวี่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวอินควรจะจัดงานเลี้ยงเพื่อเหล่าทหารในเมืองหลวง เหตุใดจึงเชิญพวกเราเพียงไม่กี่คน?”
ฉินอินกล่าวด้วยดวงตามัวหมอง “เพราะ…เพราะทุกคนที่นี่สูญเสียบุพการีในสงคราม เสี่ยวอินถือว่าพวกท่านเป็นคนในครอบครัวมานานแล้ว หากไม่มีทุกคนอยู่ ชีวิตข้าคงอ้างว้างยิ่ง…”
นางกล่าวอย่างเศร้าสร้อยจนทำให้ฉู่เหยาและหลินมู่อวี่ด้านข้างตาแดงก่ำ
เดิมทีฉู่เหยามีพี่ชายที่คอยห่วงใยอย่างฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน แต่ตอนนี้เขาจากไปแล้ว ทุกคนที่นี่จึงกลายเป็นครอบครัวของนางเช่นกัน
ขณะที่หลินมู่อวี่อยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกนี้ เช่นเดียวกับเว่ยโฉวและจางเหว่ย ดูเหมือนว่าคำพูดของฉินอินจะเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสในก้นบึ้งหัวใจของทุกคน จางเหว่ยดื่มสุราจนหมดจอกและกล่าวว่า “จางเหว่ยเป็นคนแข็งกร้าว ไม่ว่านี่จะเป็นพระปรีชาสามารถของพระองค์หรือไม่ แต่ด้วยพระดำรัสของฝ่าบาทเมื่อครู่…จางเหว่ยจะไม่มีวันละ