ับมา”
“โอ้?”
หมินยวี่หลินชะงักไปชั่วครู่พลันกล่าว “เหตุใดพวกเขาจึงยังไม่กลับ?”
หมินจ้านประสานหมัดพลางกล่าว “ท่านพ่อ เช่อเถี่ยเฟิงนำทหารราบเกราะหนักไล่ล่าจักรวรรดิอี้เหอตามคำสั่งอย่างเอาเป็นเอาตาย และด้วยกลางคืนนั้นอันตรายนัก บางทีพวกเขาอาจตั้งค่ายพักอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
“ไม่ใช่”
แววตาหมินยวี่หลินเริ่มเป็นกังวล “หากตั้งค่ายอยู่ข้างนอกจริง พวกนั้นต้องส่งจดหมายมาแจ้งข้า ทว่าไม่มีสารใดแจ้งมาสักฉบับ…ช่างแปลกนัก หมินจ้าน…สั่งให้กองทัพเทียนฉงส่งหน่วยสอดแนมไปตามหาทหารราบเกราะหนัก หากพบแล้วให้แจ้งกลับทันที เข้าใจหรือไม่?”
หมินจ้านพยักหน้ารับ “รับทราบขอรับ!”
“ท่านผู้นำวิหารศักดิ์สิทธิ์”
หมินยวี่หลินยิ้มกล่าวทั้งที่ยังอยู่ในการเมา “นั่งก่อนเถิด แม้จะเป็นต้นฤดูร้อน ทว่ามณฑลหลิงตงยังหนาวเย็นนัก ดื่มเพื่ออุ่นร่างกายกันหน่อยดีหรือไม่?”
หลินมู่อวี่ไม่ปฏิเสธและนั่งตามคำเชื้อเชิญ ทว่าเมื่อดื่มไปได้สองสามแก้ว เขาก็พลันลุกขึ้นกล่าว “ท่านเซินเว่ยโหว วันนี้ข้ายังมีงานต้องทำ ขอตัวนำกองทัพศักดิ์สิทธิ์ไปลาดตระเวนรอบเมืองก่อน”
“อืม ทันทีที่ได้ข่าวทหารราบเกราะหนัก ข้าจะส่งคนไปแจ้งทันที”
“ขอบพระคุณท่านเซินเว่ยโหว!”
ทันทีที่หลินมู่อวี่จากไป หวังซีพลันกล่าวด้วยสายตาเย็นชา “หลินมู่อวี่ผู้นี้ช่างมีท่าทีหยิ่งผยองนัก คงเป็นเพราะได้รับการเชื่อใจจากองค์จักรพรรดินีสิท่า…หึ! จักรพรรดิองค์ก่อนกล้ารับเลี้ยงคนขลาดเขลาเช่นนี